เงินบาททยอยแข็งค่าขึ้น หลังราคาทองคำรีบาวด์
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 35.99 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลงจากระดับปิดวันก่อนหน้า ที่ระดับ 36.01 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 35.90-36.10 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงก่อนตลาดรับรู้รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI สหรัฐ และประเมินกรอบ 35.85-36.25 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงตลาดทยอยรับรู้รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI สหรัฐ
โดยในช่วงคืนก่อนหน้า ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวผันผวน sideway ใกล้ระดับ 36.00 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในช่วง 35.95-36.10 บาทต่อดอลลาร์) โดยมีจังหวะอ่อนค่าลง ตามการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์และโฟลว์ซื้อทองคำในจังหวะย่อตัว ก่อนที่เงินบาทจะทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง หลังราคาทองคำรีบาวด์ขึ้น ในช่วงที่เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐ ย่อตัวลง ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาดก่อนรับรู้รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐในวันนี้
นายพูนกล่าวว่า สำหรับแนวโน้มของค่าเงินบาท เรามองว่าเงินบาทอาจแกว่งตัว sideway ใกล้ระดับ 36.00 บาทต่อดอลลาร์ เนื่องจากผู้เล่นในตลาดต่างก็รอลุ้นรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญอย่างอัตราเงินเฟ้อ CPI สหรัฐ ทำให้ทั้งการอ่อนค่าและการแข็งค่าของเงินบาทในช่วงก่อนตลาดรับรู้รายงานข้อมูลดังกล่าวก็อาจเป็นไปอย่างจำกัด อย่างไรก็ดี ควรระวังความผันผวนในช่วงระหว่างวันจากฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติที่ยังมีความไม่แน่นอน โฟลว์ธุรกรรมทองคำและความผันผวนของเงินเยนญี่ปุ่น (หลังผู้เล่นในตลาดยังคงกังวลการเข้าแทรกแซงค่าเงินของทางการญี่ปุ่น และช่วงนี้จะมีสัญญา Option เงินเยน ใกล้หมดอายุในปริมาณที่มาก)
นายพูนกล่าวว่า แนะนำผู้เล่นในตลาดควรเตรียมรับมือความผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐ โดยเฉพาะในกรณีที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานกลับไม่ได้ชะลอลงตามคาด และออกมาสูงกว่าที่ตลาดประเมินไว้ ก็อาจทำให้ผู้เล่นในตลาดกลับมากังวลแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของเฟด ซึ่งจะสะท้อนผ่านการเพิ่มโอกาสเฟดเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธันวาคม ส่งผลให้เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐ มีโอกาสปรับตัวขึ้นได้ไม่ยาก กดดันให้ราคาทองคำเสี่ยงปรับตัวลงต่อ และทำให้เงินบาทมีโอกาสผันผวนอ่อนค่าลงทดสอบโซนแนวต้านระยะสั้นแถว 36.20-36.30 บาทต่อดอลลาร์ได้
“ทุกสินทรัพย์ยังอยู่ในช่วงเผชิญความผันผวนสูง แนะนำผู้ประกอบการควรใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย อาทิ Option เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน และการเลือกทำธุรกรรมในสกุลเงินท้องถิ่น (Local Currency) เพื่อบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่น่าสนใจ ซึ่งผู้ประกอบการควรเปรียบเทียบต้นทุนในการทำธุรกรรมและแผนการป้องกันความเสี่ยงก่อนตัดสินใจทุกครั้ง” นายพูนกล่าว
นายพูนกล่าวว่า ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์เคลื่อนไหวผันผวน โดยมีจังหวะแข็งค่าขึ้นตามการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐ และการอ่อนค่าของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่เกือบทะลุระดับ 152 เยนต่อดอลลาร์ ก่อนที่เงินดอลลาร์จะพลิกกลับมาอ่อนค่าลง ตามการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาดก่อนรับรู้รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI สหรัฐ ซึ่งส่งผลให้บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐ ย่อตัวลง พร้อมกับการแข็งค่าขึ้นของบรรดาสกุลเงินหลัก ทำให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ทยอยย่อตัวลงสู่ระดับ 105.7 จุด (กรอบ 105.6-106 จุด)
ในส่วนของราคาทองคำ บรรยากาศในตลาดการเงินที่กลับมาอยู่ในภาวะระมัดระวังตัวมากขึ้น รวมถึงการย่อตัวลงบ้างของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐ ได้ช่วยหนุนให้ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค.) สามารถรีบาวด์ขึ้นกลับสู่โซน 1,950 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อย่างไรก็ดี การปรับตัวขึ้นของราคาทองคำก็ถูกจำกัดไว้ เนื่องจากผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้นรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI สหรัฐ และอาจมีการปรับสถานะถือครองที่ชัดเจนหลังรับรู้รายงานข้อมูลดังกล่าว
นายพูนกล่าวว่า สำหรับวันนี้ไฮไลต์สำคัญจะอยู่ที่รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI สหรัฐ ในเดือนตุลาคม โดยนักวิเคราะห์ต่างมองว่าการปรับตัวลดลงของราคาพลังงานอาจส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มขึ้น +0.1%m/m หรือ +3.3%y/y ชะลอลงจากเดือนก่อนหน้า ทว่า ในส่วนของอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ซึ่งไม่รวมผลของราคาอาหารและพลังงาน อาจยังคงเพิ่มขึ้น +0.3%m/m หรือ +4.1%y/y หลังราคาสินค้าบางส่วนอาจชะลอตัวในอัตราน้อยลง
อาทิ ราคารถยนต์มือสอง ซึ่งการชะลอตัวลงของอัตราเงินเฟ้อ โดยเฉพาะในส่วนของอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่ช้ากว่าที่เฟดต้องการ อาจทำให้บรรดาเจ้าหน้าที่เฟดยังคงมองว่าเฟดมีโอกาสเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อ หรือคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับสูงได้นาน (ซึ่งต้องรอจับตาถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟดในตลอดทั้งสัปดาห์นี้)
ส่วนในฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจยุโรป ผ่านรายงานข้อมูลตลาดแรงงานอังกฤษ โดยเฉพาะในส่วนของยอดการจ้างงานและอัตราการเติบโตของค่าจ้าง รวมถึงอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจยูโรโซนในไตรมาสที่ 3 และรายงานดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจโดย ZEW สำหรับเยอรมนีและยูโรโซน นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางยุโรป (ECB)
“และนอกเหนือจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามประเด็นการเมืองสหรัฐ ว่าสภาคองเกรสจะสามารถผ่านร่างกฎหมายงบประมาณเพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดภาวะ Government Shutdown ได้หรือไม่ พร้อมกับรอลุ้นรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทค้าปลีก อาทิ Home Depot ซึ่งจะช่วยสะท้อนภาพการใช้จ่ายในฝั่งสหรัฐได้” นายพูนกล่าว

