‘เซียนฮง’ เตือนอย่าหลงเชื่อมิจฉาชีพหลอกลงทุนออนไลน์ จี้หน่วยงานเกี่ยวข้องปฏิรูป เหตุสูญเสียทางศก.
นายสถาพร งามเรืองพงศ์ นักลงทุนรายใหญ่ หรือเซียนฮง เปิดเผยว่า ขณะนี้มีการใช้รูปถ่ายของตนเองในการโฆษณาชักชวนให้ลงทุนผ่านสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ ทั้งเฟซบุ๊ก และอินสตาแกรม หลังจากช่วงเดือนสิงหาคม 2565 เคยเกิดกรณีมิจฉาชีพนำรูปภาพไปหลอกลงทุนในโครงการที่ไม่มีจริงในจังหวัดภูเก็ต ทำให้มีผู้หลงเชื่อที่ได้รับความเสียหายคิดเป็นมูลค่ากว่า 18 ล้านบาท ซึ่งในกรณีนั้นมีเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ร่วมขบวนการได้ ส่วนตัวการกำลังอยู่ระหว่างการต่อสู้ทางคดี ทำให้การนำรูปไปใช้แอบอ้างหายไปสักระยะ แต่ขณะนี้กลับมาโฆษณามากขึ้นในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา จึงต้องการออกมาแจ้งเตือนเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อนักลงทุนเพิ่มเติมอีก โดยอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ตำรวจไซเบอร์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) สื่อสารกับเฟซบุ๊กในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เพิ่มขั้นตอนในการโฆษณา ต้องสแกนใบหน้า เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ว่าเป็นตัวจริง หรือเป็นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องจริงหรือไม่ ป้องกันการสวมรอยเป็นผู้อื่น เนื่องจากต้องยอมรับว่ากรณีแบบนี้สร้างความเสียหายให้กับผู้ที่เชื่อถือ เจ้าของรูปภาพที่ถูกนำไปใช้แอบอ้าง รวมถึงเป็นการสูญเสียทางเศรษฐกิจด้วย เพราะเม็ดเงินที่ถูกหลอกไปส่วนมากเป็นการไหลออกไปต่างประเทศ และตามเส้นทางการเงินยากมาก
“ตนเองไม่มีการชักชวนให้ลงทุน หรือบอกตัวหุ้นให้ลงทุนผ่านทุกช่องทาง ทุกแพลตฟอร์ม หากมีการนำรูปไปชักชวนลงทุนไม่ว่าจะเจอผ่านทางใดก็ให้แน่ใจไว้เลยว่าเป็นมิจฉาชีพทั้งหมด หากจะมีก็เป็นการออกรายการตามรายการยูทูปหรือช่องโทรศัทพ์หลักๆ เท่านั้น จึงอยากออกมาเตือนนักลงทุนเพราะกังวลว่าจะมีผู้ถูกหลอกในหลักแสนหรือหลายสิบล้านอีก” นายสถาพร กล่าว
นายสถาพร กล่าวว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยในปัจจุบัน เป็นสภาวะอัตราดอกเบี้ยสูง รวมถึงอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (บอนด์ยีลด์) สหรัฐ อยู่ในระดับสูง ทำให้การลงทุนในระยะถัดไป นักลงทุนจะมองหาธุรกิจที่มีกระแสเงินสดสูงเป็นหลัก มีหนี้สินที่ต้องจ่ายและเสียดอกเบี้ยต่ำ รวมถึงรูปแบบการทำธุรกิจเก่าๆ อย่างการเข้าซื้อธุรกิจอื่นเข้ามาเสริมธุรกิจตัวเอง แบบนั้นจะไม่ได้รับความนิยมแล้ว การเน้นมองเฉพาะหุ้นที่มีการเติบโตจะลดลง เพราะหากดอกเบี้ยสูง นักลงทุนก็จะไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ไม่มีความเสี่ยงเพื่อรับผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยแทน โดยแนวโน้มหุ้นกู้จะมีการผิดนัดชำระมากขึ้น เพราะกระแสเงินสดอาจไม่เพียงพอในประกอบธุรกิจ หากต้องจ่ายหนี้ท่ามกลางภาวะดอกเบี้ยสูงแบบนี้ ส่วนการออกกองทุนไทยเพื่อความยั่งยืน (Thailand ESG Fund หรือทีอีเอสจี) เพิ่มเม็ดเงินในตลาดหุ้นไทยมากขึ้นนั้น มองว่าอาจไม่ได้จูงใจมากนัก เพราะภาวะตลาดที่ยังไม่เอื้ออำนวยเท่าที่ควร
นายสถาพร กล่าวว่า แนวทางการลงทุนในภาวะปัจจุบัน ใน 100% ของเม็ดเงินควรแบ่งลงทุน 50% และเก็บที่เหลือเป็นเงินสดไว้ เพราะภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ดีมากนัก รวมถึงดอกเบี้ยแพงด้วย โดยยอมรับปี 2566 ถือเป็นปีที่หุ้นในพอร์ตถือครองของตนเองปรับลดลงเฉลี่ยประมาณ 40-45% หรือคิดเป็นการขาดทุนในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา

