คิดเห็นแชร์ : เริ่มมีสัญญาณดีเข้ามาบ้าง

19.11.23 | 12:49 น.

คิดเห็นแชร์ : เริ่มมีสัญญาณดีเข้ามาบ้าง

บทความ “คิด เห็น แชร์” นี้ จะกล่าวถึงการลงทุนในตลาดการเงินในขณะนี้ ที่เริ่มมีประเด็นบวกต่อภาวะการลงทุนเข้ามาบ้าง หลังจากที่ภาพรวมเป็นลบมาตลอดในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โดยในบทความก่อนหน้านี้ ที่ผมเขียนถึงภาพรวมการลงทุนในตลาดหุ้นไทยที่ค่อนข้างเป็นลบ ได้แก่

1.ประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ (บจ.) ที่ถูกปรับลดประมาณการลงมาตลอดทุกเดือนตั้งแต่ต้นปี 2566

2.อัตราดอกเบี้ยที่ปรับขึ้นมาตลอดหลายเดือน กดดันการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก

3.ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ เป็นต้น แต่สถานการณ์ล่าสุดปัจจัยลบต่างๆ ที่กล่าวมา เริ่มมีสัญญาณที่ผ่อนคลายลงบ้างแล้ว

Advertisement

กำไรสุทธิรวม 3Q66 ทุก บจ. เท่ากับ 2.7 แสนล้านบาท เติบโตขึ้นราว 18% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน และ 25% เทียบไตรมาสก่อนหน้า โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการรายงานผลการดำเนินงานฟื้นตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญได้แก่ กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี กลุ่มโรงพยาบาล กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มสื่อสาร และกลุ่มค้าปลีก ขณะที่หุ้นกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มเป็นกลุ่มที่มีผลการดำเนินงานอ่อนแอที่สุดในช่วง 3Q66 อย่างไรก็ดี แม้ว่ากำไรสุทธิรวมใน 3Q66 จะฟื้นตัวขึ้นมาก เทียบทั้งปีก่อนและรายไตรมาส แต่หากพิจารณากำไรรวมช่วง 9 เดือนแรกของปี 2566 พบว่ายังลดลง 8% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน นอกจากนี้ หากพิจารณาในรายละเอียดของผลการดำเนินงาน 3Q66 จะพบว่าน้ำหนักส่วนใหญ่คือ กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีผลการดำเนินงานอิงกับการเคลื่อนไหวของราคาพลังงานและปิโตรเคมี

ดังนั้น แนวโน้มผลการดำเนินงานกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีมีโอกาสที่จะอ่อนตัวลงใน 4Q66 ตามทิศทางราคาพลังงานและปิโตรเคมีในขณะนี้ ซึ่งเห็นได้จากประมาณการกำไร บจ. โดยนักวิเคราะห์ที่ส่วนใหญ่แล้วยังคงประมาณการ EPS ของ SET index ปี 2566 ไว้ใกล้เคียงเดิมที่ราว 88.2 บาท/หุ้น (ลดลงเล็กน้อย 0.5% เทียบกับประมาณการ ณ สิ้นเดือน ต.ค.) หลังการรายงานงบการเงิน 3Q66 อย่างไรก็ดี สำหรับ บจ.กลุ่มอื่นๆ ที่กำไรเริ่มฟื้นตัว ถือเป็นสัญญาณที่ดีขึ้น และส่งสัญญาณถึงปัจจัยเรื่องเศรษฐกิจในประเทศที่ดีขึ้น โดยสรุปแล้ว ผมประเมินว่าโมเมนตั้มในการปรับลดประมาณการ โดยนักวิเคราะห์ เริ่มชะลอตัวลงต่อเนื่องจากเดือนตุลาคมที่ผ่านมา หลังจากที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ปรับลดประมาณการ EPS ของ SET index ลงอย่างมาก ตลอดทั้งปี 2566 ที่ผ่านมาถึง 17.5% แล้ว

ปัจจัยเรื่องดอกเบี้ยเริ่มมีสัญญาณผ่อนคลายลง โดยตัวเลขเงินเฟ้อ และเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวลงต่อเนื่อง ทำให้นักเศรษฐศาสตร์และนักลงทุนส่วนใหญ่ประเมินว่า ธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด น่าจะทำการคงระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ตามเดิม และมีโอกาสที่จะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายถึง 4 ครั้ง ในปี 2567 (ครั้งละ 0.25%) ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond yield) ของสหรัฐ เริ่มพักตัวลงอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ Bond yield สหรัฐอายุ 10 ปี ขึ้นไปทำจุดสูงสุดรอบนี้ที่ราว 5.0%

และล่าสุดปรับลดลงมาแล้วมากกว่า 0.5% และมีผลให้ Bond yield ไทยปรับลดลงมาในทิศทางใกล้เคียงกันด้วย ทำให้ความกังวลเรื่องต้นทุนการเงินของ บจ. เริ่มผ่อนคลายลงมาบ้าง ในขณะที่ Bond yield ปรับลดลง แต่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังคงประมาณการกำไร บจ. ทำให้ส่วนชดเชยความเสี่ยง หรือส่วนต่างระหว่างอัตราผลตอบแทนที่คาดหวังในตลาดหุ้นกับตลาดพันธบัตร (Earnings yield gap) เริ่มฟื้นตัวขึ้นบ้าง

ขณะที่ผมเขียนบทความฉบับนี้ แม้ว่าความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในพื้นที่ต่างๆ อาทิ รัสเซีย-ยูเครน อิสราเอล-กลุ่มฮามาส เป็นต้น ยังคงอยู่ แต่ความรุนแรงเริ่มที่จะลดลงบ้าง ขณะเดียวกัน เริ่มมีความหวังที่ชาติมหาอำนาจ 2 ประเทศ คือ จีนและสหรัฐ จะรื้อฟื้นความสัมพันธ์กันในการประชุมเอเปคล่าสุด ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่เกื้อหนุนบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นได้ในอนาคต หากในกรณีที่ความขัดแย้งระหว่าง 2 ชาติมหาอำนาจลดลง และจบประเด็นเรื่องของสงครามการค้าได้

โดยสรุปแล้ว จะเห็นได้ว่าบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเริ่มที่จะผ่อนคลายลงบ้างแล้ว โดยปัจจัยที่ผมประเมินว่ามีน้ำหนักมากที่สุดก็คือ เรื่องของทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่เริ่มผ่อนคลายลง จึงคาดหวังที่จะเห็นเม็ดเงิน Fund flow จากต่างชาติที่จะทยอยเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ (Emerging market) ในช่วงปลายปีนี้-ต้นปีหน้า รวมทั้งเม็ดเงินกองทุนรวม TESG ที่จะสามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้ ผมจึงประเมินว่าตลาดหุ้นไทยน่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว แต่การฟื้นตัวคงเป็นลักษณะค่อยเป็นค่อยไป จึงเป็นโอกาสในการกลับเข้าซื้อสะสมหุ้นไทยอีกครั้งสำหรับการลงทุนระยะกลาง 1-3 เดือน

อย่างไรก็ดี ผมยังแนะนำให้นักลงทุนกระจายความเสี่ยงการลงทุนไปยัง ทองคำ ที่จะได้ประโยชน์จากแนวโน้มดอกเบี้ยขาลงเช่นกัน รวมถึงยังช่วยกระจายความเสี่ยงกรณีที่เศรษฐกิจโลกในปีหน้ามีโอกาสจะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยอีกทางหนึ่งด้วย

สุโชติ ถิรวรรณรัตน์
ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KGI