สศช.หั่นเป้าจีดีพีปีนี้โตแค่ 2.5% หลังQ3 หดตัวเหลือ 1.5% เหตุส่งออกติดลบ 3.1%

สศช.หั่นเป้าจีดีพีปีนี้โตแค่ 2.5% หลัง Q3 หดตัวเหลือ 1.5% เหตุส่งออกติดลบ 3.1% คาดปีหน้าโตสุดแค่ 3.7% แม้ยังไม่รวมผลแจกเงินหมื่น

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงตัวเลขการขยายตัวเศรษฐกิจหรือผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) ไตรมาส 3/2566 พบว่า โตแค่ 1.5% ส่งผลให้ สศช.ปรับลดเป้าจีดีพีทั้งปี 2566 เหลือแค่ 2.5% ทั้งนี้เป็นผลมาจากการส่งออกสินค้าหดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 โดยติดลบ 3.1% ทำให้สาขาอุตสาหกรรมติดลบไปด้วย 4% ขณะที่การบริโภคภาครัฐบาล ติดลบ 4.9% เป็นผลจากการโอนเพื่อสวัสดิการสังคมที่ไม่เป็นตัวเงินสำหรับสินค้าและบริการในระบบตลาดลดลง 38.6% และรายจ่ายค่าซื้อสินค้าและบริการขยายตัว 0.5% ส่งผลให้ในช่วง 9 เดือน (มกราคม-กันยายน 2566) เศรษฐกิจไทยขยายตัว อยู่ที่ 1.9%

“สศช.ปรับประมาณการจีดีพีทั้งปี 2566 ใหม่ จากเดิมประเมินว่า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้อยู่ในกรอบ 2.5-3% เหลือเป็นขยายตัว 2.5% หรือเน้นกรอบล่างของคาดการณ์เดิมเท่านั้น เทียบกับปี 2565 ที่จีดีพีโตได้ 2.6% โดยประเมินว่าการลงทุนภาครัฐจะหดตัวไปถึง 1.8% เพราะติดปัญหาเรื่องของงบประมาณปี 2567 ที่ยังไม่สามารถใช้ได้ โดยทั้งปี 2567 คาดการณ์เศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ในระดับ 2.7-3.7% โดยมีค่ากลางอยู่ที่ 3.2%” นายดนุชากล่าว

นายดนุชากล่าวว่า จากคาดการณ์จีดีพีปี 2567 ที่จะโตได้กว่า 3.7% ในกรอบบน สศช.ยังไม่ได้รวมผลจากการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาทเข้าไปด้วย เนื่องจากต้องรอคำวินิจฉัยจากคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนว่าการทำนโยบายดิจิทัลวอลเล็ตของรัฐบาล ที่สุดท้ายแล้วจะใช้วงเงินเท่าใด ใช้เงินจากแหล่งใด ใช้เงินกู้หรือไม่ และรอดูความชัดเจนในประเด็นอื่นๆ เพิ่มเติม อาทิ รูปแบบการใช้จ่าย ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็ได้ดำเนินการไปตามกฎหมาย เพื่อให้เกิดความรอบคอบในการดำเนินโครงการต่อไป

Advertisement

นายดนุชากล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในภาพรวมยังสามารถขยายตัวได้ดี ไม่ได้เข้าขั้นวิกฤต แม้ตั้งแต่หลังผ่านการระบาดโควิด-19 เศรษฐกิจไทยก็มีความผันผวนมาตลอดโดยเฉพาะจากปัจจัยภายนอก อาทิ ปัญหาเงินเฟ้อสูง ภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทย แต่เศรษฐกิจภายในของไทยเองยังสามารถเติบโตได้ดี ไม่ว่าจะเป็นการบริโภค หรือการท่องเที่ยว แต่หากจะให้ดีกว่านี้ ก็ต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นภาคใหญ่ และมีความเกี่ยวข้องกับการส่งออก โดยยืนยันว่าเศรษฐกิจไทยมีความจำเป็นต้องปรับโครงสร้าง เพื่อไม่ให้การเติบโตอยู่ในระดับแค่ 3% กว่าไปแบบนี้ โดยต้องเร่งปรับโครงสร้างการผลิตภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นภาคใหญ่ที่มีผลต่อการเติบโตของประเทศ

นายดนุชากล่าวว่า การผลักดันให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตต่อไป สามารถทำได้จากหลายส่วนร่วมกัน แต่ที่เป็นเรื่องหลัก คือ เรื่องการส่งออก ซึ่งต้องทำทั้งเร่งรัดการส่งออกและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และการลงทุนที่ต้องผลักดันให้เกิดการลงทุนมากขึ้น ทั้งภาครัฐและเอกชน ส่วนที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายการเติบโตเศรษฐกิจไทยในปี 2567 ที่ระดับ 5% นั้น ก็มองว่าเป็นเป้าหมายในการบริหารด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล ซึ่งการจะทำให้เศรษฐกิจไทยไปถึงระดับดังกล่าวได้ ต้องอาศัยการขับเคลื่อนจากทั้งด้านการส่งออก และการลงทุนเป็นสำคัญ เร่งส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งจะเป็นตัวช่วยในเรื่องเสถียรภาพการเติบโตของประเทศในระยะยาว สนับสนุนการท่องเที่ยว ที่ต้องทำให้เป็นการท่องเที่ยวในเชิงคุณภาพ เพื่อสามารถเพิ่มยอดใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวให้มากขึ้น และใช้เวลาอยู่ในไทยนานขึ้น

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image