จอดป้ายประชาชื่น : เม่าลุยไฟวัดใจรัฐ

จอดป้ายประชาชื่น : เม่าลุยไฟวัดใจรัฐ

ปัญหาความไม่เชื่อมั่นของภาคการลงทุน โดยเฉพาะสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้นไทยร้อนระอุขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่กรณีหุ้นมอร์และหุ้นสตาร์ค ที่นักลงทุนเหมือนถูกหอบเงินหนีแบบซึ่งหน้า ทั้งที่รู้แต่ทำอะไรไม่ได้เลย ได้แต่มองราคาหุ้นที่หมายถึงเงินลงทุนของตัวเองหล่นวูบลงเรื่อยๆ จนเหลือ 0 บาทในที่สุด

คำถามจึงยิงตรงไปยังตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) หน่วยงานควบคุมดูแลตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะในภาวะที่ปัจจัยเสี่ยงภายนอกเข้ามากระทบอย่างต่อเนื่อง

อีกทั้งมีการตั้งคำถามถึงธุรกรรมที่ใช้โปรแกรมซื้อขายอัตโนมัติ หรือชอร์ตเซล และการยืมหุ้นมาขายเพื่อลงทุนช่วงที่ราคาหุ้นปรับลดลง แต่ไม่มีหุ้นในมือ หรือ Naked Short ซึ่งส่งผลกระทบให้ราคาหุ้นปรับลดลงมากเข้าไปอีก ไม่เป็นธรรมกับรายย่อยที่อาจเข้าไม่ถึงการทำธุรกรรมในรูปแบบเดียวกัน

Advertisement

แม้ ก.ล.ต. และ ตลท.จะขมีขมันออกมาตั้งโต๊ะแถลงข่าวเรียกความเชื่อมั่นอย่างต่อเนื่อง ทั้งการควงคู่มาด้วยกัน และการลุยเดียวด้วยตัวเอง แต่ดัชนีหุ้นกลับตอบรับด้วยการรูดร่วงเกือบทุกครั้งที่ออกมาเรียกความเชื่อมั่นเพิ่มเติม อาทิ ครั้งแรกที่ 26 ตุลาคม ดัชนีปรับลดลงกว่า 30 จุด ทำให้ ตลท.ออกมาเรียกความเชื่อมั่นทันที วันที่ 8 พฤศจิกายน ดัชนีบวกเล็กน้อย 3 จุด ก่อนวันถัดไปจะลบเกือบ 7 จุด วันที่ 13 พฤศจิกายน ดัชนีลบ 2 จุด วันถัดไปลบ 1 จุด

จะเห็นว่าดัชนีแทบจะรูดรับการเรียกความเชื่อมั่นของ ตลท. เป็นหลักในทุกครั้ง!!

ล่าสุดมีการนัดรวมตัวกันของนักลงทุนรายย่อย เพื่อหยุดการซื้อขายในวันที่ 20 พฤศจิกายน เนื่องจากไม่พอใจการทำงานของหน่วยงานด้านตลาดหุ้นไทย ทำให้เปิดตลาดดัชนีไหลลงที่ 6 จุดกว่า ก่อนปรับตัวขึ้นมาได้ก็ไต่ระดับบวกเพียง 2 จุดเท่านั้น ซึ่งเม็ดเงินซื้อหุ้นของนักลงทุนรายย่อย คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 30%

กรณีนี้นักวิเคราะห์ประเมินว่าจะมีผลต่อตลาดหุ้นไทยแน่นอน โดยเฉพาะในภาวะที่นักลงทุนต่างชาติเทขายหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง และยังไม่มีเม็ดเงินใหม่เข้าซื้อหุ้นเพื่อพยุงราคา

ต้องติดตามว่าความเชื่อมั่นที่ถูกสั่นคลอนจะเรียกกลับมาได้ด้วยมาตรการที่เป็นรูปธรรม หรือถูกปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม!!

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image