ต่างชาติเที่ยวไทยทะลุ 23.8 ล้านคน ตลาดระยะใกล้ฟื้นตัวรับวีซ่าฟรี ดันเงินสะพัด 1 ล้านล้าน
เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า จากข้อมูลของกองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเที่ยวไทย สะสมตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 19 พฤศจิกายน 2566 ทั้งสิ้น 23,854,242 คน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายแล้วกว่า 1,010,206 ล้านบาท โดยพบว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา กลุ่มนักท่องเที่ยวภูมิภาคเอเชียใต้มีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก คิดเป็น 36.98% หรือเพิ่มขึ้น 11,979 คน จากสัปดาห์ก่อนหน้า เนื่องจากการมีวันหยุดต่อเนื่อง อาทิ การออกเดินทางท่องเที่ยวหลังสิ้นสุดเทศกาลดิวาลี (Diwali) ของอินเดีย ส่งผลให้นักท่องเที่ยวชาวอินเดียที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวไทยขยับเพิ่มขึ้นมาเป็นอันดับที่ 4 และมาตรการยกเว้นวีซ่าของไทยให้กับอินเดียด้วย
อีกทั้งมีการฟื้นตัวของตลาดระยะใกล้ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวอินเดีย จีน และเกาหลีใต้ ส่งผลให้สัปดาห์ที่ผ่านมา ในภาพรวมไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 612,904 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 1,783 คน คิดเป็น 0.29% หรือจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 87,558 คน
นางสาวสุดาวรรณกล่าวว่า 5 อันดับแรกของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ มาเลเซีย ที่เดินทางเข้าไทยมากที่สุดจำนวน 83,900 คน แต่ปรับลดลงในแง่สัดส่วน 25.32% เนื่องจากสิ้นสุดการท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดต่อเนื่อง จีน 72,693 คน เพิ่มขึ้น 5.81% รัสเซีย 41,408 คน เพิ่มขึ้น 0.82% อินเดีย เพิ่มขึ้น 45.23% 38,466 คน และเกาหลีใต้ 34,397 คน เพิ่มขึ้น 8.15%
นางสาวสุดาวรรณกล่าวว่า ในสัปดาห์ถัดไป คาดว่านักท่องเที่ยวจะปรับตัวเพิ่มขึ้น จากจำนวนเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) ในช่วงฤดูหนาว เป็นปัจจัยส่งเสริมการเดินทางของนักท่องเที่ยวชาวยุโรป และเอเชียตะวันออก
การเพิ่มการอำนวยความสะดวก โดยการยกเลิกบัตร ตม.6 ณ ด่านสะเดา เป็นการชั่วคราว การมีวันหยุดต่อเนื่องในเทศกาลดิวาลีของอินเดีย การยกเว้นการตรวจลงตราหนังสือเดินทาง หรือวีซ่าฟรี ให้แก่นักท่องเที่ยวชาวจีน คาซัคสถาน อินเดีย และไต้หวัน รวมถึงการขยายวันพำนักให้กับนักท่องเที่ยวชาวรัสเซีย แต่การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวระหว่างประเทศและในประเทศ ยังคงได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น และอัตราเงินเฟ้อที่ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากเหตุความขัดแย้ง ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ตลอดจนภาวะสงครามของอิสราเอลที่ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง

