ทีดีอาร์ไอ มอง เศรษฐกิจไทยปี 66 ยังไม่วิกฤต ไม่จำเป็นต้องอัดฉีดถึง 5 แสนล้านบาท แนะระยะยาว แก้ที่โครงสร้าง หาเครื่องยนต์ใหม่ หลังท่องเที่ยวอาจถึงทางตัน
จากกรณีเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แสดงความเป็นห่วงเศรษฐกิจไทย หลังจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ รายงานตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 3 ปี 2566 เติบโตเพียง 1.5% นั้น แย่กว่าที่คิด
ล่าสุด วันที่ 21 พฤศจิกายน นายนณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโสจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่า ในมุมมองเศรษฐศาสตร์ แบ่งวิกฤตเศรษฐกิจออกเป็น 2 แบบ คือ วิกฤตระยะสั้น และวิกฤตระยะยาว
โดยภาพเศรษฐกิจระยะสั้น จะดูจากการเทียบตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยในแต่ละช่วง ซึ่งในช่วงนี้เศรษฐกิจไทยควรจะเติบโตอยู่ที่ 3.6% ต่อปี นั่นหมายความว่าถ้าปีไหนเกิดเศรษฐกิจโตต่ำกว่า 3.6% ก็คือมีปัญหา ซึ่งก็แบ่งปัญหาได้หลายแบบ คือ ปัญหาแบบน้อยๆ กับปัญหาแบบมากๆ โดยปัญหาน้อย ก็เหมือนกับคนเราหกล้ม ซึ่งแค่ล้างแผลก็จบ แต่ถ้าปัญหามาก ก็เหมือนโดนรถชน บาดเจ็บหนักจนต้องเข้าโรงพยาบาล อย่างไรก็ตาม ปัญหาทั้งสองแบบอยู่ในกรณีที่ การเติบโตต่ำกว่า 3.6%
สำหรับเศรษฐกิจปี 2566 ที่ล่าสุด สภาพัฒน์แถลงคาดการณ์ที่ 2.5% ต่อปี ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 3.6% ที่ 1.1% ถ้าคำนวณตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (จีดีพี) ปัจจุบัน หายไป 1.1% คือเม็ดเงินหายไป 1.8 แสนล้านบาท และถ้ารัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแต่ละโครงการอย่างน้อยมีเม็ดเงินหมุนเวียนได้ 2 เท่า ก็เท่ากับรัฐบาลก็หามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี 2566 เพียง 9 หมื่นล้านบาท ก็เพียงพอเป็นยาแดงทาแผลถลอกแล้ว
ดังนั้น ในภาพระยะสั้น ยังมองว่าไม่เป็นวิกฤต เพราะปัญหายังเป็นขั้นน้อยๆ ที่ล้างแผล เอายาแดงใส่ ปิดแผลก็จบแล้ว
ทั้งนี้ ในทางเศรษฐศาสตร์นั้น เศรษฐกิจจะเข้าสู่วิกฤตก็ต่อเมื่อการเติบโตติดลบ อาทิ ปี 2540 เกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง ปี 2551 ที่เกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ปี 2554 วิกฤตน้ำท่วม และล่าสุดปี 2563 ที่เกิดโควิด การเติบโตเศรษฐกิจไทยอยู่ที่ -6.1% หรือหายไป 9-10% จากค่าเฉลี่ย คิดเป็นเม็ดเงินที่หายไป ประมาณ 1.7 ล้านล้านบาท เพราะฉะนั้น เข้าใจได้ว่าทำไมรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงออกพระราชกำหนดเงินกู้ 1 ล้านล้านบาท ไว้ใช้ช่วยในช่วงโควิด
ซึ่งถ้าเทียบกับตอนนี้ที่ตัวเลข 2.5% กับ 3.6% มันห่างกันนิดเดียว ต้องการเม็ดเงินกระตุ้นที่ 9 หมื่นล้าน อาทิ โครงการเราเที่ยวด้วยกัน คนละครึ่ง หรืออุดหนุนในบัตรสวัสดิการของรัฐก็พอ ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องที่รัฐบาลจะต้องใช้เม็ดเงิน 5 แสนล้านบาท มาโปะ ซึ่งเหมือนกับคนเราที่แค่หกล้ม แผลถลอก แต่กลับพาเข้าโรงพยาบาล ซึ่งก็จ่ายค่ารักษาแพงเกินเหตุไปหน่อย
ส่วนเศรษฐกิจปี 2567 ขณะนี้ยังมีภาพที่ความแตกต่างให้เห็น คือ ทางธนาคารแห่งประเทศไทย คาดไว้ที่ 4% ต่อปี ซึ่งเกิน 3.6% แล้ว ภาพนี้ก็คงไม่ต้องทำอะไรเลย แต่อาจจะต้องเก็บภาษีเพิ่มด้วยซ้ำ เพราะป้องกันปัญหาเงินเฟ้อ ขณะที่ทางสภาพัฒน์มองอยู่ที่ 3% ก็หายไปจากค่าเฉลี่ยเพียง 0.6% เท่านั้น รัฐบาลก็แค่หามาตรการกระตุ้นเล็กน้อย คล้ายๆ ปี 2566 เท่านั้น ก็พยุงให้กลับมาอยู่ในค่าเฉลี่ยแล้ว ดังนั้น ก็ยังยืนยันว่าเศรษฐกิจไทยไม่ได้ต้องการ การกระตุ้นระดับ 5 แสนล้านบาท ยังไม่จำเป็น
สำหรับภาพวิกฤตเศรษฐกิจในระยะยาว โดยมองจากสถิติของการเติบโตเศรษฐกิจไทยในหลายสิบปีที่ผ่านมา มีการเติบโตที่ต่ำลงเรื่อยๆ คือในช่วงก่อนวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งราวปี 2540 ค่าเฉลี่ยการเติบโต 6-7% ต่อปี ช่วงหลังต้มยำ ถึงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ราวปี 2551 มีการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 4-5% ต่อปี และช่วงก่อนวิกฤตโควิด-19 การเติบโตเฉลี่ยลดลงอยู่ที่ 3.6% ต่อปี และหลังจากโควิด โดยไม่นับปีที่เศรษฐกิจติดลบนั้น การเติบโตเฉลี่ยเหลืออยู่ที่ 3% ต่อปี สะท้อนเห็นว่าภาพระยะยาวไม่สวยงาม
“จากภาพที่กล่าวข้างต้น สำหรับผมนั้น มองว่าวิกฤต ในทางวิชาการเรียกว่ากับดักประเทศรายได้ปานกลาง คือ เป็นประเทศที่พัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโต มีรายได้ดีในระดับหนึ่งแล้ว แต่ในที่สุดยังไม่สามารถก้าวไปเป็นประเทศรายได้ขั้นสูงได้ ซึ่งประเทศไทยได้ติดกับดักนี้แล้ว เพราะการเติบโตต่ำลงเยอะ และคิดว่าต้องใช้เวลาอีกเป็น 10 ปี ถึงจะแก้และก้าวข้ามไปได้” นายนณริฏกล่าว
นายนณริฏกล่าวว่า ส่วนการแก้ไขปัญหาระยะยาวนั้น คือการเข้าไปแก้ไขในเชิงโครงสร้าง ซึ่งไม่ใช่การกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่สิ่งที่ต้องทำคือ การหาทางรองรับตลาดโลกให้ได้ โดยสมัยก่อนไทยสามารถทำได้ดี ทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้รวดเร็ว เร็วกว่าประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ ลาว ฟิลิปปินส์ พม่า พราะไทยมีทั้งนิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด มีภาคการท่องเที่ยว ที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 40 ล้านคนต่อปี
นายนณริฏกล่าวว่า แต่ในอนาคตที่มองไปนั้น เครื่องยนต์เศรษฐกิจเก่าๆ เริ่มเสื่อมลง และไม่ได้ให้ผลดีเท่าเดิม เช่น ภาคการท่องเที่ยว โจทย์ตอนนี้ต้องกลับมาที่ 40 ล้านคนต่อปีให้ได้ แต่ในอนาคต ถ้าอยากให้ภาคท่องเที่ยวสามารถรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ดี ก็ต้องมีการเติบโตกระโดดไปถึง การมีนักท่องเที่ยว 120 ล้านคนต่อปี ซึ่งคำถามคือทรัพยากรในประเทศไทยจะรองรับได้หรือเปล่า เพราะขณะนี้ ทะเล ภูเขาก็เริ่มถูกใช้เต็มศักยภาพแล้ว ปัญหาอื่น อาทิ ปะการังฟอกขาว เป็นต้น หรือเรียกสุดกำลังแล้ว
ดังนั้น จึงเป็นเรื่องจำเป็นมากที่ประเทศไทยต้องหาเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจตัวใหม่ ถ้ายกตัวอย่าง ต่างประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น ที่พัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า และรถยนต์โตโยต้า เกาหลี การโฆษณาโทรศัพท์มือถือซัมซุง ไต้หวัน ก็มีการพัฒนาชิป จนไปถึงแบรนด์ เอเซอร์ โอปโป้ สิงคโปร์ ก็มีการพัฒนาท่าเรือขนส่งขนาดใหญ่ ซึ่งประเทศไทยก็คงต้องการการเปลี่ยนแปลงในลักษณะนี้
อย่างไรก็ดี ตอนนี้ยังไม่ได้เห็นเครื่องมืองของรัฐบาลที่จะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจระยะยาวที่ชัดเจน

