หน้าแรก เศรษฐกิจ เจ้าแรกในไทย!...

เจ้าแรกในไทย! ‘เอ็นอาร์พีที’ ทุ่ม 400 ล้าน เปิด ‘แพลนท์ แอนด์ บีน’ ใหญ่สุดในอาเซียน รุกตลาดยุโรป

21.11.23 | 16:34 น.

เจ้าแรกในไทย! ‘เอ็นอาร์พีที’ ทุ่ม 400 ล้าน เปิด ‘แพลนท์ แอนด์ บีน’ ใหญ่สุดในอาเซียน รุกตลาดยุโรป

เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน ที่สวนอุตสาหกรรมโรจนะ จ.พระนครศรีอยุธยา นายบุรณิน รัตนสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจใหม่และโครงสร้างพื้นฐาน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และประธานกรรมการ บริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด กล่าวว่า บริษัท เอ็นอาร์พีที (NRPT) เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด และบริษัท เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์ จำกัด (มหาชน) หรือเอ็นอาร์เอฟ ร่วมกันเปิดโรงงานแพลนท์ แอนด์ บีน (ประเทศไทย) ผลิตอาหารโปรตีนจากพืช (แพลนต์ เบส ฟู้ด) ใช้เทคโนโลยีการผลิตขั้นสูงจากประเทศอังกฤษ ขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียนที่ผลิตอาหารโปรตีนจากพืช โดยถั่วเหลืองและถั่วเขียว 100% แห่งแรกในประเทศไทย โดยจะใช้วัตถุดิบนำเข้าจากต่างประเทศ 20-30% และมีส่วนประกอบอื่นๆ รวมถึงการปรุงรสชาติที่สามารถใช้ผลผลิตจากประเทศไทยได้

นายบุรณินกล่าวว่า การเปิดโรงงานดังกล่าว ใช้งบประมาณการลงทุน 300-400 ล้านบาท ใช้ที่ดิน 10 ไร่ ซึ่งมีกำลังการผลิตสูงสุดที่ 25,000 ตัน โดยจะแบ่งระยะการดำเนินงานออกเป็น 3 ระยะ ในระยะแรกที่กำลังการผลิต 3,000 ตันต่อปี คาดว่า 2-3 ปีนี้ จะสามารถเดินหน้าเพิ่มกำลังการผลิตได้สูงถึง 60-70% คาดหวังรายได้มาจากกำลังการผลิตที่เดินหน้าต่อเนื่อง รวมถึงราคาที่สามารถแข่งขันในตลาดได้ โดยจะมุ่งเน้นการรับลูกค้าต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศแถบยุโรป ที่จะจ้างโรงงานในการรับผลิตสินค้า รวมถึงสนใจจะส่งสินค้าในตลาดอินเดีย เพราะคนอินเดียส่วนใหญ่นิยมบริโภคมังสวิรัติ ขณะเดียวกัน จะผลิตวัตถุดิบแพลนต์ เบส ป้อนให้กับร้านอาหารและภัตตาคารในไทย เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้ามากขึ้น

นอกจากนี้ การดำเนินงานในระยะ 2 เตรียมการลงทุนที่ 200-300 ล้านบาท แต่จะพิจารณาถึงโอกาส และตลาดในการส่งสินค้าไม่ให้ซ้ำกับการส่งสินค้าในเฟสแรก รวมถึงการดำเนินงานในระยะสุดท้าย หรือระยะที่ 3 อาจต้องพัฒนารูปแบบสินค้าให้มีความหลากหลายมากขึ้น มั่นใจว่าใน 3 ระยะนี้จะใช้เวลา 5 ปี เพื่อเพิ่มกำลังผลิตถึง 13,000-25,000 ตัน ตามเป้าหมาย

Advertisement

“ความต้องการสินค้าในตลาดเมืองไทย และในแถบเอเชียยังตามหลังแถบยุโรปและสหรัฐ ซึ่งมีสัดส่วนรวมกันประมาณ 75% ในเอเชียอยู่ที่ 18% ส่วนที่เหลือเป็นประเทศกลุ่มทวีปอื่นๆ ขณะที่ไทยเมื่อเทียบกับในโลกการบริโภคแพลนต์ เบส อยู่ที่ 1-2% และมีแนวโน้มขยายตัว 6-7% และขยายคัวต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ยังมีโอกาสอีกมาก เพราะปัจจุบันหากเทียบกับตลาดในเมืองไทย มูลค่าตลาดผู้บริโภคแพลนต์ เบส เฉลี่ยอยู่ที่ 1.4 พันล้านบาท ขณะที่ตลาดโลกอยู่ที่ 2 แสนล้านบาท“ นายบุรณินกล่าว

ทั้งนี้ โรงงานจะเป็นฐานการผลิตให้กับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคตทั้งในประเทศและต่างประเทศ ด้วยมาตรฐานฮาลาลและมาตรฐานความปลอดภัยอาหารสากลจากสมาคมผู้ค้าปลีกแห่งสหราชอาณาจักร (BRC) ซึ่งอยู่ระหว่างการรับรอง โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์หลัก แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ กลุ่มอาหารพร้อมปรุง เช่น เนื้อสับ มีทบอล และกลุ่มอาหารพร้อมรับประทาน เช่น ไส้กรอก นักเก็ต และเกี๊ยวซ่า ซึ่งผลิตภัณฑ์มาจากพืชที่ไม่ได้รับการตัดต่อสารพันธุกรรม (Non-GMO) และมีโปรตีนสูง สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนานวัตกรรมอาหารให้เหมาะแก่การดูแลสุขภาพ ทำให้ผู้บริโภคหันมาบริโภคอาหารโปรตีนจากพืชมากขึ้น

“สินค้าจะผลิตจากถั่วเขียวและถั่วเหลือง ซึ่งเฉลี่ยจำนวน 50 ตัน อยู่ได้นาน 18 เดือน หรือ 1 ปีครึ่ง โดยเก็บรักษาไว้ในห้องเย็นอุณหภูมิติดลบ 20 องศาเซลเซียส โดยช่วงเวลากลางวันจะใช้พลังงานแสงอาทิตย์มาผลิตเป็นไฟฟ้า (โซลาร์เซลล์) และกลางคืนจะใช้ไฟจากโรจนะ“ นายบุรณินกล่าว