ค่าบาทขยับกรอบ 35.18 บาท/ดอลล์ ระวังผันผวน ช่วงตลาดรอลุ้นรายงานเศรษฐกิจสหรัฐ
เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ที่ระดับ 35.18 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากระดับปิดวันก่อนหน้าที่ระดับ 35.23 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 35.00-35.30 บาทต่อดอลลาร์
โดยในช่วงคืนก่อนหน้าค่าเงินบาทเคลื่อนไหวผันผวนในลักษณะ sideway (แกว่งตัวในช่วง 35.03-35.24 บาทต่อดอลลาร์) โดยมีจังหวะแข็งค่าขึ้นทดสอบโซน 35.00 บาทต่อดอลลาร์ ตามโฟลว์ธุรกรรมขายทำกำไรทองคำ หลังราคาทองคำปรับตัวขึ้นทะลุโซน 2,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อย่างไรก็ดี เงินบาทก็พลิกกลับมาอ่อนค่าลงสู่โซน 35.20 บาทต่อดอลลาร์ หลังเงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงของผู้เล่นในตลาด ทั้งฝั่งสหรัฐและยุโรป
นายพูนกล่าวว่า สำหรับแนวโน้มของค่าเงินบาทยังคงแกว่งตัว sideway ไปก่อน จนกว่าตลาดจะรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม โดยในวันนี้ควรระวังความผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐ หากรายงานข้อมูลยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) ออกมาดีกว่าคาด (ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน พลิกกลับมาลดลง ซึ่งเป็นสัญญาณสะท้อนว่าการจ้างงานไม่ได้ชะลอตัวลงมากขึ้นอย่างที่ตลาดกังวล) รวมถึงดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังปรับตัวขึ้นต่อได้ และคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อระยะสั้น
รวมถึงระยะยาวในรายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคก็ออกมาสูงกว่าคาด อาจทำให้ผู้เล่นในตลาดเริ่มไม่มั่นใจต่อมุมมองล่าสุดว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้จบรอบการขึ้นดอกเบี้ยแล้วและเฟดอาจทยอยลดดอกเบี้ยลงได้ราว -1% ในปีหน้า โดยในภาพดังกล่าวอาจหนุนให้เงินดอลลาร์ รวมถึงบอนด์ยีลด์ 10 ปีสหรัฐ พลิกกลับมาปรับตัวขึ้นต่อเนื่องได้ กดดันให้เงินบาทสามารถผันผวนอ่อนค่าลงทดสอบโซนแนวต้าน 35.30 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 35.50 บาทต่อดอลลาร์) ได้ไม่ยาก
นายพูนกล่าวว่า ในทางกลับกัน รายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่ออกมาแย่กว่าคาด หรือยังคงสะท้อนภาพการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจสหรัฐ ก็อาจกดดันทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปีสหรัฐ ทว่าเรามองว่าเงินบาทก็อาจยังไม่แข็งค่าจนหลุดโซนแนวรับ 35.00 บาทต่อดอลลาร์ ไปได้ง่ายนัก เนื่องจากผู้เล่นในตลาดต่างก็รอทยอยเข้าซื้อเงินดอลลาร์ รวมถึงสกุลเงินฝั่งเอเชีย อย่างเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) และเงินหยวน (CNY) หลังทั้งสองสกุลเงินต่างปรับตัวแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา
“ทุกสินทรัพย์ยังอยู่ในช่วงเผชิญความผันผวนสูง แนะนำผู้ประกอบการควรใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย อาทิ Option เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน และการเลือกทำธุรกรรมในสกุลเงินท้องถิ่น (Local Currency) เพื่อบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่น่าสนใจ ซึ่งผู้ประกอบการควรเปรียบเทียบต้นทุนในการทำธุรกรรมและแผนการป้องกันความเสี่ยงก่อนตัดสินใจทุกครั้ง” นายพูนกล่าว
ทั้งนี้ สำหรับวันนี้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่น่าสนใจอาจอยู่ที่รายงานข้อมูลเศรษฐกิจจากฝั่งสหรัฐ โดยเฉพาะรายงานยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) รวมถึงดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน (U of Michigan Consumer Sentiment) นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตารายงานยอดสต็อกน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อทิศทางราคาน้ำมันดิบในระยะสั้นได้

