แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงานเปิดเผยว่า พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน มีนโยบายดูแลราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศอย่างใกล้ชิด หลังราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกผันผวน โดยในการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) สัปดาห์นี้ จะหารือเรื่องการดูแลราคาขายปลีกน้ำมันให้มีเสถียรภาพพร้อมรักษาสมดุล ระหว่างการลดราคาขายปลีกให้แก่ภาคประชาชน แต่ยังมีการใช้พลังงานทดแทนและมีเป้าหมายการประหยัด ดังนั้นที่ประชุมอาจพิจารณาเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงหรือเก็บภาษี สรรพสามิตเพิ่มเติม แต่ระยะนี้จะปล่อยให้ราคาขายปลีกลดลงตามสถานการณ์ในตลาดโลกก่อน นอกจากนี้ กบง.จะหารือเรื่องส่วนต่างราคาที่เหมาะสมระหว่างน้ำมันกลุ่มแก๊สโซฮอล์แต่ละ ชนิดเพื่อส่งเสริมการใช้เอทานอลให้มากขึ้น เพราะราคาน้ำมันที่ลดลงทำให้ประชาชนเปลี่ยนไปใช้แก๊สโซฮอล์ที่ผสมเอทานอลใน อัตราส่วนน้อย จนอาจส่งผลกระทบต่อสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงในภาพรวม
นาย มนูญ ศิริวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน กล่าวว่า ราคาน้ำมันดิบดูไบมีโอกาสลดลงจากระดับ 25 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลในปัจจุบัน เหลือ 23-24 เหรียญสหรัฐในระยะสั้น เนื่องจากประเทศตะวันตกกำลังจะยกเลิกคว่ำบาตรอิหร่านใน 1-2 วันนี้ ทำให้อิหร่านสามารถส่งออกน้ำมันเพิ่มขึ้น 5 แสนบาร์เรล/วัน ส่งผลทางจิตวิทยากดดันให้ราคาน้ำมันดิบลดลงอีก ขณะที่ราคาขายปลีกน้ำมันกลุ่มเบนซินในประเทศมีโอกาสลดลง 1 บาท/ลิตรในสัปดาห์นี้ สำหรับกรณีน้ำมันดีเซล เห็นว่าควรลดราคาขายปลีกลงส่วนหนึ่งและเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเพิ่ม 5-10 สตางค์/ลิตร เนื่องจากปัจจุบันมีเงินจากกองทุนน้ำมันอุดหนุนอยู่ 2 สตางค์/ลิตร
นายมนูญกล่าวว่า การรักษาเสถียรภาพราคาขายปลีกควรใช้วิธีเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันก่อน แล้วโอนเป็นภาษีสรรพสามิตภายหลัง แต่หากใช้วิธีเก็บภาษีสรรพสามิตแบบยืดหยุ่นเหมือนกองทุนน้ำมัน ต้องใช้เวลาแก้ไขกฎระเบียบ ซึ่งอาจไม่ทันกับสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ผันผวนอย่างรวดเร็ว ส่วนการเพิ่มส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์แต่ละประเภทนั้นเป็นการแก้ ปัญหาที่ปลายเหตุ ทั้งนี้หากกระทรวงพลังงานอยากส่งเสริมให้เอทานอลแข่งขันด้านราคากับน้ำมัน ดิบได้มากขึ้น ควรแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ โดยเข้าไปตรวจสอบประสิทธิภาพและต้นทุนของโรงงานผลิตเอทานอลให้อยู่ในระดับ ที่เหมาะสม ไม่มากจนเกินไป
