นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เดือนตุลาคม 2566 ธุรกิจจัดตั้งใหม่ 6,647 ราย มีทุนจดทะเบียน 27,210 ล้านบาท ธุรกิจจัดตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ คือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร โดยช่วงทุนไม่เกิน 1 ล้านบาท มากสุด 4,117 ราย คิดเป็น 61.94% ส่วนธุรกิจเลิกประกอบกิจการ 2,240 ราย มีทุนจดทะเบียน 8,954 ล้านบาท ธุรกิจเลิกกิจการสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร โดยช่วงทุนเลิกกิจการมากสุด ไม่เกิน 1 ล้านบาท 1,557 ราย คิดเป็น 69.51% ทำให้ธุรกิจดำเนินกิจการอยู่ ณ 31 ตุลาคม 2566 อยู่ทั่วประเทศ 889,424 ราย มูลค่าทุน 21.63 ล้านล้านบาท ธุรกิจส่วนใหญ่มีช่วงทุนไม่เกิน 1 ล้านบาท 516,978 ราย คิดเป็น 58.13% สำหรับการลงทุนประกอบธุรกิจในไทยภายใต้กฎหมายต่างด้าว เดือนตุลาคม 2566 ได้อนุญาต 63 ราย แบ่งเป็นใบอนุญาตประกอบธุรกิจ 23 ราย และหนังสือรับรองประกอบธุรกิจ 40 ราย มีเม็ดเงินลงทุน 10,953 ล้านบาท เทียบกับเดือนกันยายน 2566 จำนวนเพิ่มขึ้น 7% แต่เม็ดเงินลดลง 40% นักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทยมากสุด ได้แก่ ญี่ปุ่น 12 ราย เงินลงทุน 5,901 ล้านบาท รองลงมา จีน 9 ราย เงินลงทุน 2,159 ล้านบาท และ สิงคโปร์ 9 ราย เงินลงทุน 798 ล้านบาท โดยสะสม 10 เดือนแรก 2566 คนต่างชาติได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจ 556 ราย มีเงินลงทุน 94,966 ล้านบาท
นางอรมนกล่าวเสริมว่า เดือนตุลาคม 2566 จัดตั้งธุรกิจใหม่เพิ่มขึ้น 12.45% เทียบตุลาคม 2565 แต่ลดลง 6.47% จากกันยายน 2566 ขณะที่เลิกธุรกิจเพิ่มขึ้น 13.53% เทียบตุลาคมปีก่อน และเพิ่มขึ้น 9.86% จากกันยายนปีนี้ ภาพรวมการจัดตั้งธุรกิจเดือนตุลาคม 2566 จัดตั้งใหม่ลดลงเล็กน้อยจากกันยายน 2566 เป็นผลจากธุรกิจผลิตส่วนประกอบแบตเตอรี่สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า และธุรกิจผลิตอาหารแช่แข็ง เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจในตลาดโลก และมีจำนวนจัดตั้งธุรกิจใหม่ เพิ่ม 12.45% สอดคล้องกับสถิติการจัดตั้งธุรกิจ 10 เดือนแรกของปีเพิ่ม 12.90% ในตุลาคม 2566 คงเป็นไปตามช่วงเวลาของการจดทะเบียนจัดตั้งที่จะมีแนวโน้มจดจัดตั้งสูงช่วงต้นปีและลดลงช่วงปลายปี สำหรับมูลค่าทุนจดทะเบียนจัดตั้งใหม่ 10 เดือนแรก 2566 เพิ่ม 34.24% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน เนื่องจากเดือนมีนาคม 2566 มีการควบรวมกิจการในธุรกิจสื่อสาร โทรคมนาคมและธุรกิจประกันวินาศภัย รวมทั้งมีการแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัดในกลุ่มธุรกิจโฮลดิ้งและโรงแรม
นางอรมนกล่าวอีกว่า ปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนจำนวนการจดทะเบียนธุรกิจให้เติบโตสูงขึ้นยังคงมาจากภาคการท่องเที่ยวเป็นหลัก สะท้อนจากธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยใน 10 เดือนแรก ปี 2566 มีจำนวนการจดจัดตั้งเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาถึง 50.98% ธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตรา ต่างประเทศเติบโต 1.72 เท่า ธุรกิจตัวแทนการเดินทาง เติบโต 1.04 เท่า ธุรกิจจัดนำเที่ยว เติบโต 75.87% ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร เติบโต 39.55% และธุรกิจโรงแรม รีสอร์ตและห้องชุด เติบโต 37.57% มีสัดส่วน คิดเป็น 8.16% ของจำนวนธุรกิจที่จัดตั้งทั้งหมดใน 10 เดือนแรกปี 2566
นอกจากนี้ยังมีธุรกิจน่าจับตามอง ที่เติบโตกว่า 1.55 เท่า จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา (10 เดือนแรกปี 2565) ได้แก่ ธุรกิจขายส่งข้าวเปลือกและธัญพืช เติบโต 1.73 เท่า เพิ่มขึ้น 123 ราย คาดว่าเป็นผลมาจากนโยบายการส่งเสริม BCG Model เช่น การสนับสนุนต้นทุนการผลิตข้าวรักษ์โลก และธุรกิจกิจกรรมบริการอื่นๆ ที่เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยได้รับค่าตอบแทนหรือตามสัญญาจ้าง เติบโต 1.5 เท่า เพิ่มขึ้น 364 ราย คาดว่าเป็นผลมาจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่กลับมาเติบโต จากปัจจัยดังกล่าวข้างต้น กรมคาดการณ์การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่ในช่วงครึ่งปีหลัง 2566 อยู่ที่ 32,000-39,000 ราย และทั้งปี 2566 รวมทั้งสิ้น 79,000-86,000 ราย

