‘ผยง’ ชี้สินเชื่อแบงก์ยังขยายตัวตามภาวะ ศก. ยันคุมหนี้เสียอยู่ เน้นช่วยลูกหนี้กลุ่มเปราะบาง
นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวภายหลังจากงานสัมมนาในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2023 ว่า จากกรณีธนาคารแห่งประเทศ (ธปท.) พบว่าสินเชื่อผู้ประกอบการรายย่อย (เอสเอ็มอี) หดตัว 5 ไตรมาสติดต่อกันนั้น เรื่องนี้สะท้อนเศรษฐกิจที่ทั้งระบบเชื่อมโยงกัน หากพิจารณาจากตัวเลขการลงทุนที่ลดลง นักท่องเที่ยวก็ไม่เข้าไทย และเมื่อนักลงทุนในโครงการขนาดใหญ่มีอย่างจำกัด เมื่อการลงทุนยังไม่เข้ามาอาจนำไปสู่ผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง ขณะเดียวกัน เรื่องของสินเชื่อขยายตัวตามภาวะเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) อาจจะเพิ่มขึ้นไปนิดหน่อย แต่ลูกหนี้ยังอยู่ในช่วงปรับโครงสร้างหนี้ และต้องประคองลูกหนี้ ส่วนเรื่องขายหนี้ ธนาคารยังไม่มีการดำเนินงาน แต่กลไกการจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ (ไรท์ ออฟ) ก็เป็นเรื่องปกติที่นำมาบริหารจัดการหนี้
ทั้งนี้ สำหรับการตั้งสำรองไตรมาส 4/2566 ยังคงตั้งสำรองอยู่ระดับใกล้เคียงกับไตรมาส 3/2566 ที่อยู่ที่ 8,157 ล้านบาท ถ้ารวม 9 เดือนแรกปี 2566 อยู่ที่ 24,015 ล้านบาท ขณะที่งบดุล (Balance Sheet) ยังอยู่ในระดับมั่นคงสอดคล้องกับการแปรผันตามภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ขณะเดียวกัน ธุรกิจธนาคารมีความท้าทายมากขึ้น จากสถานการณ์ลูกหนี้ที่ยังเปราะบาง สะท้อนจากตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 3/2566 ที่การลงทุนและการท่องเที่ยงชะลอตัวลงส่งผลต่อเศรษฐกิจ ดังนั้น ธนาคารยังต้องประคองลูกหนี้ในกลุ่มเปราะบางต่อไป
“การดำเนินการนโยบายดิจิทัลวอลเล็ตที่จะใช้ดิจิทัลบล็อกเชน ผนวกกับแอพพลิเคชั่นเป๋าตังนั้น ก็อยากขอให้รอข้อมูลจากนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง เป็นผู้ให้ข้อมูลเป็นหลัก” นายผยงกล่าว
นอกจากนี้ ภายในงานนายผยงได้ขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อพลิกขีดความสามารถไทย สู่การเติบโตที่ยั่งยืนว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ยังมีช่องว่างที่เป็นความท้าทายหลักๆ ในหลายด้าน ประกอบด้วย 1.ความสามารถการแข่งขัน ที่ยังด้อยกว่าคู่เทียบ สะท้อนจากการจัดอันดับขีดความสามารถการแข่งขันของ IMD ในปี 2566 ไทยอยู่ที่อันดับ 30 ขณะที่สิงคโปร์และมาเลเซียที่อยู่อันดับ 4 และ 27 ตามลำดับ และดัชนีการค้ายั่งยืนที่ไทยอยู่อันดับ 17 เป็นรองประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย
2.ความเหลื่อมล้ำสูง โดย Credit Suisse ประเมินว่า คนไทยที่รวยที่สุด 1% ของประเทศถือทรัพย์สินเฉลี่ยคนละ 33 ล้านบาท สูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มคนรายได้น้อยที่สุด 20% แรกของประเทศมากถึง 2,500 เท่า สอดคล้องกับข้อมูลเงินฝากในระบบธนาคารพาณิชย์ ณ เดือนกันยายน ปี 2566 พบว่า 89% ของบัญชีเงินฝากประเภทบุคคลธรรมดามียอดเงินฝากไม่ถึง 5 หมื่นบาท และมีเพียง 2% ที่มีเงินฝากมากกว่า 1 ล้านบาท
3.เศรษฐกิจนอกระบบมีขนาดใหญ่ นำมาสู่หลายปัญหา ทั้งการจัดเก็บภาษีไม่พอกับรายจ่าย โดยเศรษฐกิจนอกระบบคิดเป็นสัดส่วน 47.6% ของจีดีพี สูงกว่าหลายประเทศในเอเชีย ทั้งมาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และเกาหลีใต้ ซึ่งมีสัดส่วนเศรษฐกิจนอกระบบต่อจีดีพีที่ราว 14-38% โดยไทยมีแรงงานนอกระบบราว 20 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 51% ของแรงงานทั้งระบบ ขณะที่ มีผู้อยู่ในฐานะระบบภาษีเพียง จำนวน 10-11 ล้านคน และมีผู้ที่มีภาระภาษีต้องจ่ายราว 4 ล้านคนเท่านั้น ทำให้ภาครัฐมีฐานรายได้ที่แคบ และไม่เพียงพอรองรับรายจ่ายสวัสดิการที่จะเพิ่มขึ้นจากการเข้าสู่สังคมสูงวัย
4.หนี้ครัวเรือนสูง มีสัดส่วน 90.7% เพิ่มขึ้นจาก 76% จาก 10 ปีก่อน และเมื่อรวมกับหนี้นอกระบบ ที่มีสัดส่วน 19.8% ของหนี้ครัวเรือน (จากข้อมูลของหอการค้าไทย) อาจทำให้หนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีอาจสูงถึง 110%
ทั้งนี้ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจท่ามกลางความท้าทายดังกล่าว ต้องให้ทุกส่วนมีส่วนร่วมเป็นฟันเฟืองที่สอดประสานกันเป็นหนึ่งเดียว โดยต้องเริ่มจากความเข้าใจที่แท้จริง ตั้งอยู่บนข้อมูลที่ดีพอ นำไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยอาศัยข้อมูล เป็น Data Driven Economy เปิดกว้างให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมในการอภิปรายและตัดสินใจบนหลักความจริง และได้ผลลัพธ์ร่วมที่คำนึงถึงทุกฝ่าย ซึ่งมีตัวอย่าง จากการทำ Thailand Open Digital Platform เพื่อส่งผ่านความช่วยเหลือของรัฐในช่วงโควิด-19 ซึ่งเป็นระบบเปิดที่เชื่อมโยงกับหน่วยงานรัฐทำให้สามารถเข้าถึงคนจน ผู้ด้อยโอกาส อย่างถูกฝาถูกตัว ใช้งบประมาณได้ถูกจุดมีประสิทธิภาพ

