หน้าแรก เศรษฐกิจ ส่องงานวิจัย ...

ส่องงานวิจัย ‘ตีแผ่-ชี้ทางออก’ หนี้นอกระบบ

25.11.23 | 06:00 น.

ส่องงานวิจัย ‘ตีแผ่-ชี้ทางออก’ หนี้นอกระบบ

หลังจากโหมโรงมาเป็นระยะ หากไม่มีอะไรให้คลาดเคลื่อน วันที่ 28 พฤศจิกายนนี้ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะได้ฤกษ์คิกออฟประกาศเดินหน้าแก้หนี้นอกระบบ

จากนั้น 1 ธันวาคมเป็นต้นไป กระทรวงมหาดไทยจะเปิดให้ลูกหนี้นอกระบบที่ต้องการรับความช่วยเหลือลงทะเบียนที่เว็บไซต์ https://debt.dopa.go.th หรือเดินทางไปลงทะเบียนด้วยตนเอง กรณีอยู่ในพื้นที่อำเภอให้ลงทะเบียน ณ ที่ว่าการอำเภอ หากอยู่ในกรุงเทพฯให้ลงทะเบียนที่สำนักงานเขตทุกแห่ง หรือผ่านช่องทางสายด่วนศูนย์ดำรงธรรม 1567 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ก่อนจะถึงวันนั้นน่าจะได้ไปทำความรู้จักกับลูกหนี้นอกระบบ เป็นใคร อาชีพอะไร มีความจำเป็นอย่างไรต้องไปใช้บริการเงินกู้นอกระบบ ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราสูงลิ่ว

สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ เผยแพร่ผลศึกษาสถานการณ์หนี้นอกระบบในประเทศไทย จากงานวิจัยของ Pinitjitsamut & Suwanprasert (2022) พบว่า ปัญหาหนี้นอกระบบมักนำไปสู่อันตรายในชีวิตและทรัพย์สินของลูกหนี้ เนื่องจากถูกทวงหนี้โดยใช้ความรุนแรง เช่น การข่มขู่ ทำร้ายร่างกาย หรือทำลายทรัพย์สิน นอกจากปัญหาความรุนแรงจากการทวงหนี้แล้ว ลูกหนี้ยังอาจเผชิญปัญหาการทำสัญญากู้ยืมที่อำพรางดอกเบี้ยในอัตราสูงกว่าที่กฎหมายกำหนด 15% ต่อปี

Advertisement

หลายครัวเรือนตัดสินใจกู้เงินนอกระบบจากเจ้าหนี้ที่ไม่ใช่สถาบันการเงินที่ถูกกฎหมาย มาจากความจำเป็นต้องใช้เงินเร่งด่วน หรือติดขัดเงื่อนไขของสถาบันการเงินในระบบ หลายกรณีครัวเรือนมีรายได้ที่ไม่แน่นอน ทำให้สถาบันการเงินไม่สามารถปล่อยกู้ได้ นอกจากนี้การกู้ยืมเงินในระบบมีขั้นตอนที่ซับซ้อนและใช้เวลาในการดำเนินการนาน ครัวเรือนที่ต้องการเงินด่วนไม่สามารถรอได้ ดังนั้น แม้ว่าดอกเบี้ยของหนี้นอกระบบจะสูงกว่าหนี้ในระบบ แต่การกู้ยืมเงินนอกระบบอาจเป็นทางออกเดียวที่ครัวเรือนมีโอกาสเข้าถึงอย่างเร่งด่วนได้

ในการลงพื้นที่สัมภาษณ์ครัวเรือนโดยตรงกว่า 4,800 ครัวเรือน จาก 12 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ปทุมธานี สระบุรี ราชบุรี พิษณุโลก ชลบุรี นครศรีธรรมราช สงขลา เชียงราย ยโสธร มหาสารคาม และหนองคาย พบว่า โดยเฉลี่ยลูกหนี้มีหนี้นอกระบบอยู่ที่ 54,300 บาทต่อคน เจ้าหนี้ส่วนมากคือนายทุนนอกพื้นที่ 31% แก๊งหมวกกันน็อก 30% และนายทุนในพื้นที่ 27%

ดอกเบี้ยเงินกู้ของหนี้นอกระบบโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 10-11% ต่อเดือน สำหรับกลุ่มนายทุนในพื้นที่และนายทุนนอกพื้นที่ ส่วนแก๊งหมวกกันน็อกคิดดอกเบี้ยโดยเฉลี่ยที่ 20% ต่อเดือน

กลุ่มช่วงอายุที่มีความน่าจะเป็นที่มีหนี้นอกระบบน้อยที่สุดคือกลุ่มช่วงอายุ 20-24 ปี และ 25-29 ปี ซึ่งคิดเป็นเพียง 34% ของกลุ่มอายุเท่านั้น ในขณะที่กลุ่มอายุ 55-60 ปี และ 60 ปีขึ้นไป มีหนี้นอกระบบอยู่ที่ 45% และ 47% ตามลำดับ โดยมูลค่าหนี้ของคนในกลุ่มช่วงอายุน้อยกว่า 20 ปี มีค่ากลางอยู่ที่ 6,500 บาทต่อคน สำหรับกลุ่มช่วงอายุ 20-24 ปี มีค่ากลางของมูลค่าหนี้อยู่ที่ 11,000 บาทต่อคน และกลุ่มช่วงอายุ 25-29 ปี มีค่ากลางของมูลค่าหนี้อยู่ที่ 17,500 บาทต่อคน ในขณะที่คนในช่วงกลุ่มอายุที่เหลือมีค่ากลางที่ 20,000 บาทต่อคน

เมื่อพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างรายได้และมูลค่าหนี้นอกระบบ พบว่ากลุ่มที่มีมูลค่าหนี้นอกระบบต่ำกว่ากลุ่มรายได้อื่นๆ คือกลุ่มที่ไม่มีรายได้ กลุ่มรายได้ไม่เกิน 5,000 บาท และกลุ่มรายได้ 5,001-10,000 บาท มีหนี้นอกระบบโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 49,000 บาท 33,000 บาท และ 25,000 บาท ตามลำดับ

ส่วนกลุ่มรายได้ 20,001-30,000 บาท และ 30,001-40,000 บาท มีหนี้นอกระบบโดยเฉลี่ยสูงสุดที่ระดับ 105,000 บาท และ 136,000 บาท ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่มีรายได้สูงกว่า 40,000 บาท มียอดหนี้นอกระบบลดลง แต่ยังมากกว่ากลุ่มที่มีรายได้น้อย โดยกลุ่มรายได้ 40,001-50,000 บาท กลุ่มรายได้ 50,001-100,000 บาท และกลุ่มรายได้มากกว่า 100,000 บาท มีหนี้นอกระบบโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 90,000 53,000 และ 67,000 บาท ตามลำดับ

แสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างรายได้และมูลค่าหนี้นอกระบบไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกันเสมอไป ซึ่งอาจมาจากปัจจัยความสามารถในการใช้คืนหนี้นอกระบบ โดยผู้ที่มีรายได้น้อยจะกู้ได้ไม่มากเพราะไม่มีความสามารถจะหารายได้มาใช้หนี้ ในขณะที่ผู้มีรายได้สูงสามารถกู้หนี้นอกระบบได้ในวงเงินที่มากขึ้น แม้ว่าจะมีความจำเป็นในการกู้เงินน้อยก็ตาม

เมื่อแบ่งตามอาชีพของลูกหนี้ อาชีพที่มีสัดส่วนผู้กู้ยืมเงินนอกระบบต่ำที่สุด คือข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ ซึ่งมีเพียงประมาณ 30% เท่านั้น อย่างไรก็ตาม สองกลุ่มอาชีพนี้เป็นกลุ่มที่มีหนี้นอกระบบโดยเฉลี่ยสูงสุดอยู่ที่ 118,000 บาท และ 158,000 บาท ตามลำดับ ค่าสถิตินี้สอดคล้องกับคำอธิบายข้างต้นเรื่องความสามารถในการใช้คืนหนี้นอกระบบ ข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจเป็นอาชีพที่มีความมั่นคงทางรายได้สูงที่สุด จึงมีความน่าเชื่อถือในการกู้เงินนอกระบบมากกว่ากลุ่มอาชีพอื่นๆ กลุ่มอาชีพที่มีสัดส่วนผู้กู้ยืมเงินนอกระบบมากที่สุด คือกลุ่มอาชีพค้าขาย (52%) และกลุ่มอาชีพอิสระ (50%) แต่ทั้งสองกลุ่มอาชีพนี้กลับมีหนี้นอกระบบโดยเฉลี่ยเพียง 33,000 บาท และ 19,000 บาท ซึ่งน้อยกว่ากลุ่มข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจเกือบ 5 เท่า

สาเหตุของการกู้ยืมเงินแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม คือ 1.การลงทุนในการประกอบอาชีพ 2.ค่าใช้จ่ายจำเป็น เช่น ค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ค่ารักษาพยาบาล และค่าเล่าเรียน 3.ใช้คืนหนี้เก่าทั้งในระบบและนอกระบบ และ 4.ค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น ซื้อเครื่องประดับ และโทรศัพท์มือถือ โดยในภาพรวม 46.8% ของหนี้นอกระบบถูกนำมาใช้เพื่อค่าใช้จ่ายจำเป็น และ 41.5% ของหนี้นอกระบบถูกนำไปลงทุนในการประกอบอาชีพ มีเพียง 9.4% ของหนี้นอกระบบเท่านั้นที่ถูกกู้มาเพื่อใช้จ่ายหนี้อื่นๆ และเพียง 2.3% ที่ถูกนำมาใช้สำหรับค่าใช้จ่ายไม่จำเป็น

นอกจากนี้ ยังพบว่าช่วงอายุที่เพิ่มขึ้นมีแนวโน้มจะกู้หนี้นอกระบบเพื่อการลงทุนมากขึ้น เห็นได้จากสัดส่วนของการกู้หนี้นอกระบบเพื่อการลงทุนที่เพิ่มขึ้นจาก 14% ในกลุ่มอายุ 20-24 ปี เป็น 57% ในกลุ่มช่วงอายุ 55-60 ปี

ข้อเสนอแนะในการแก้ปัญหา “หนี้นอกระบบ” ควรพัฒนาระบบการเงินในระดับจุลภาค หรือที่เรียกว่า ไมโครไฟแนนซ์ (micro-finance) เนื่องด้วยครัวเรือนที่มีอาชีพค้าขายและทำธุรกิจส่วนตัวมากกว่า 50% กู้หนี้นอกระบบเพื่อนำไปใช้จ่ายในการลงทุน และค่ากลางของมูลค่าหนี้นอกระบบของกลุ่มอาชีพค้าขายและทำธุรกิจอยู่ที่ประมาณ 10,000-20,000 บาท ดังนั้นรัฐบาลอาจพิจารณานโยบายทางการเงินในการปล่อยกู้ครัวเรือนรายย่อยเพื่อการลงทุนในธุรกิจ ในวงเงินไม่เกิน 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยที่ต่ำ โดยนำเงินสวัสดิการในอนาคตจากรัฐบาล เช่น เบี้ยผู้สูงอายุมาช่วยค้ำประกัน เพื่อช่วยสนับสนุนการลงทุนเพื่อสร้างอาชีพและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนในระยะยาว

ที่สำคัญการค้นหาครัวเรือนที่ควรได้รับการช่วยเหลือ เนื่องจากการเข้าหาเป้าหมายอย่างแม่นยำจะช่วยจัดสรรทรัพยากร ทั้งเวลา แรงงานเจ้าหน้าที่ และงบประมาณ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบอย่างตรงจุดมากยิ่งขึ้น

งานวิจัยชิ้นนี้สะท้อนปัญหาหนี้นอกระบบในสังคมไทยได้อย่างชัดเจน