แบงก์ชาติ คาด ดิจิทัลวอลเล็ต หนุนจีดีพีปี’67 โต 3.8% ปรับลดจาก 4.4%

“แบงก์ชาติ” คาด ดิจิทัลวอลเล็ต หนุนจีดีพีปี’67 โต 3.8% ปรับลดจาก 4.4% ชี้ยังมีความไม่แน่นอน

เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นายปิติ ดิษยทัต เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลการประชุม กนง. ในวันที่ 29 พฤศจิกายน กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปี 2566 อยู่ที่ 2.4% และปี 2567 ขยายตัว 3.2% คาดว่าจะมีแรงส่งจากภาคการท่องเที่ยว ภาคบริโภค และภาคการส่งออกที่จะกลับมาฟื้นตัวได้ดีขึ้น

ทั้งนี้ หากรวมผลของมาตรการดิจิทัลวอลเล็ต อาจส่งผลให้จีดีพีปี 2567 จะอยู่ที่ 3.8% ลดลงจาก 4.4% ที่ประเมินไว้ในการประชุม กนง.ครั้งก่อน เนื่องจากนักท่องเที่ยวคาดว่าจะเข้าไทยที่ 28.3 ล้านคน ลดลงจาก 28.5 ล้านคน และมาตรการดิจิทัลวอลเล็ต ได้เลื่อนระยะเวลาดำเนินการช้ากว่าที่ได้ตั้งสมมุติฐานไว้ครั้งก่อน รวมถึงรูปแบบ และเม็ดเงินที่ใช้ในมาตรการดังกล่าวลดลง

“รัฐบาลกำลังพิจารณามาตรการดิจิทัลวอลเล็ต แต่จะเห็นว่ากระบวนการยังมีความไม่แน่นอนทั้งเงื่อนเวลาและรูปแบบการดำเนินการ จากการประเมินเศรษฐกิจจะขยายตัวเฉลี่ย 3% ถือว่าขยายตัวใกล้เคียงกับระดับศักยภาพ และฟื้นตัวต่อเนื่อง แต่การมีมาตรการจะเป็นแรงกระตุ้นมาเสริมในปี 2567 แต่ในปีถัดไปจะค่อยๆ ทยอยหมดแรง ซึ่งการดำเนินนโยบาย กนง.มองระยะปานกลาง อะไรที่มาไม่ได้ยั่งยืน แรงกระตุ้นพวกนี้ถือว่าสามารถรองรับด้วยนโยบายการเงินปัจจุบันได้” นายปิติกล่าว

Advertisement

คาดเงินเฟ้อเข้ากรอบ

นายปิติกล่าวว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มอยู่ในกรอบเป้าหมาย โดยคาดว่าปี 2566 จะอยู่ที่ 1.3% และปี 2567 อยู่ที่ 2.0% หากรวมผลของมาตรการดิจิทัลวอลเล็ต คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2567 จะอยู่ที่ 2.2% ลดลงจาก 2.6% จากประมาณการครั้งก่อน อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2566 ปรับลดลงจากฐานที่สูงในปีก่อนหน้าและปัจจัยชั่วคราวโดยเฉพาะมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพด้านพลังงาน และราคาอาหารสดที่ต่ำกว่าคาด

ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่ยังไม่รวมมาตรการดิจิทัลวอลเล็ต คาดว่าปี 2566 จะอยู่ที่ 1.3% และปี 2567 อยู่ที่ 1.2% ทั้งนี้ ยังต้องติดตามความเสี่ยงจากต้นทุนราคาอาหารที่อาจปรับสูงขึ้นจากปรากฏการณ์เอลนีโญ รวมถึงความไม่แน่นอนของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่อาจส่งผลให้ราคาพลังงานโลกปรับสูงขึ้น

“ตัวเลขเงินเฟ้อทั่วไปตัวเลขล่าสุดยังติดลบ และ 2-3 เดือนที่ผ่านมาลดลงจากระยะที่ผ่านมา ลดลงจากปัจจัยชั่วคราว เช่น มาตรการภาครัฐช่วยอุดหนุนค่าไฟฟ้า และราคาน้ำมัน อีกทั้งราคาอาหารสดทยอยลดลง แต่ปัจจัยชั่วคราวจะหมดไป ซึ่งแนวโน้มเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นและทรงตัวอยู่ในกรอบเป้าหมายไม่เกิน 3%” นายปิติ กล่าวว่า

ทั้งนี้ หากพิจารณาเงินเฟ้อและเศรษฐกิจโดยรวม ซึ่งได้รวมความเสี่ยง ทั้งกรณีที่ไม่รวม และรวมมาตรการดิจิทัลวอลเล็ต โดยหลักๆ ทั้ง 2 ด้าน ในแง่เศรษฐกิจและเงินเฟ้อ กนง.มองว่ามีความเสี่ยงสมดุลทั้งขาสูงและขาต่ำ จากความไม่แน่นอนค่อนข้างสูง

“เพราะช่วงปี 2567 และปีถัดไปอาจเผชิญปัญหาทั้งภายนอกประเทศ เช่น ภาวะเศรษฐกิจโลก สถานการณ์ในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันโลก ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศมีความไม่แน่นอนเรื่องมาตรการภาครัฐว่าจะมีเงื่อนเวลา และมีรูปแบบอย่างไร” นายปิติกล่าว

กนง.คงดอกเบี้ย 2.50%

นายปิติ กล่าวว่า กนง.มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.50% ต่อปี โดยในการประชุมครั้งนี้ กรรมการ 1 ท่านลาประชุม โดยประเมินเศรษฐกิจไทยภาพรวมฟื้นตัวต่อเนื่อง แม้ภาคการส่งออกและการผลิตที่เกี่ยวข้องชะลอลง โดยในปี 2567 และ 2568 เศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวอย่างสมดุลขึ้น จากอุปสงค์ในประเทศ การท่องเที่ยว และการฟื้นตัวของภาคการส่งออก ด้านอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้นในปี 2567 ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและแรงกดดันด้านอุปทานจากปรากฏการณ์เอลนีโญ

“กนง.ประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับปัจจุบันเหมาะสมกับบริบทที่เศรษฐกิจกำลังทยอยฟื้นตัวกลับสู่ระดับศักยภาพ เอื้อให้เงินเฟ้ออยู่ในกรอบเป้าหมายอย่างยั่งยืน เสริมสร้างเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินในระยะยาว และป้องกันการสะสมความไม่สมดุลทางการเงิน อีกทั้งช่วยรักษาขีดความสามารถของนโยบายการเงินในการรองรับความไม่แน่นอนในระยะข้างหน้า จึงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้” นายปิติกล่าว

“กนง. ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยทยอยฟื้นตัวกลับเข้าสู่ระดับศักยภาพ และอัตราเงินเฟ้ออยู่ในกรอบเป้าหมาย โดยอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันอยู่ในระดับที่เหมาะสมกับการขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพในระยะยาว ทั้งนี้ การดำเนินนโยบายการเงินในระยะข้างหน้าจะพิจารณาให้เหมาะสมกับแนวโน้มและความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ” นายปิติกล่าว

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image