‘JKN’ ทำหนังสือแจงตลท. ปมยื่นฟื้นฟูกิจการ ยันมีเจตนาดีจะคืนหนี้ให้ทุกฝ่าย ชี้เหตุขอบริหารแผนเอง

29.11.23 | 18:28 น.

‘JKN’ ทำหนังสือแจงตลท. ปมฟื้นฟูกิจการ ยันมีเจตนาดีจะคืนหนี้ให้ทุกฝ่าย ชี้เหตุขอบริหารแผนเอง เพราะเชี่ยวชาญเรื่องการบริหารทรัพย์สินไร้ตัวตน ระบุ 4 ปัญหาอุปสรรคตอการบริหารแผนฟื้นฟู 

เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน  นายจักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ
ผู้มีอํานาจรายงานสารสนเทศ บริษัท เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป จํากัด (มหาชน)  หรือ JKN ได้ทำหนังสือแจ้งต่อ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เกี่ยวกับเรื่อง รายงานข้อมูล และแนวทางการแก้ไข กรณีหลักทรัพย์JKN ถูกขึ้นเครื่องหมาย C ความว่า

“บริษัท เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป จํากัด (มหาชน) ได้จัดประชุมเพื่อให้ข้อมูลแก่ผู้ลงทุนและผู้ที่เกี่ยวข้อง (Public Presentation) ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (E-Meeting) เมื่อวันที่ 28 พ.ย. 66 เวลา 14.15 น. เนื่องจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้ขึ้นเครื่องหมาย C บนหลักทรัพย์ของ บริษัทฯ เมื่อวันที่ 13 พ.ย. ที่ผ่านมา กรณียื่นคําร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง เมื่อวันที่ 8 พ.ย. และศาลล้มละลายกลางมีคําสั่งรับคําร้องขอฟื้นฟูกิจการของบริษัทฯเมื่อวันที่ 9 พ.ย. 66 นั้น บริษัทฯ ขอรายงานสรุปสาเหตุและแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ดังนี้

ที่มาของปัญหา ่ ในการเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2566 บริษัทฯ ได้ออกหุ้นกู้ซึ่งยังไม่ครบกําหนดไถ่ถอนจํานวน 7 ชุด รวม 3,360.20 ล้านบาท ต่อมาบริษัทฯ จัดการสภาพคล่องไม่เป็นไปตามแผน ทําให้บริษัทฯ ผิดนัดชําระหนี้หุ้นกู้รุ่น JKN239A การผ่อนผัน การชําระหนี้ รวมถึงการเลื่อนหรือเปลี่ยนแปลงระยะเวลาการชําระหนี้หุ้นกู้ดังกล่าวตามมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นกู้ครั้งที่ 1/2566 ในวันที่ 27 กันยายน 2566 ถือเป็นเหตุให้ผิดสัญญาหุ้นกู้รุ่นอื่นๆ ทั้ง 6 รุ่น นอกจากนี้ ยังถือเป็นเหตุให้เกิดการผิดสัญญาหุ้นกู้แปลงสภาพ และหนี้เงินกู้จากสถาบันการเงินด้วย

ในการนี้ บริษัทฯ จึงมีความจําเป็นต้องพิจารณาจัดประเภทหนี้สินใหม่ โดยจัดประเภทหนี้สินประเภทหุ้นกู้
หุ้นกู้แปลงสภาพและหนี้เงินกู้จากสถาบันการเงิน เป็นหนี้สินหมุนเวียนทั้งจํานวน ณ 30 กันยายน 2566 ทําให้หนี้สินหมุนเวียนสูงกว่าสินทรัพย์หมุนเวียนมาก ยิ่งทําให้บริษัทขาดสภาพคล่องจํานวนสูง

Advertisement

แนวทางแก้ไขปัญหา

– บริษัทฯ ได้ว่าจ้างที่ปรึกษาการเงินมาช่วยทําแผน : ด้วยคําแนะนําของกรรมการจาก Morgan Stanley
ที่เห็นว่าบริษัทฯ ควรจ้างบริษัทที่ปรึกษาการเงินจากภายนอกที่มีประสบการณ์มาช่วยวางแนวทางการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ต่อมาเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2566 บริษัทฯ จึงได้แต่งตั้ง บริษัท เคพีเอ็มจี ภูมิไชย ที่ปรึกษาธุรกิจ จํากัด (“KPMG”) ให้เป็นที่ปรึกษาการเงินของบริษัทฯ KPMG ได้นําเสนอตัวเลือกของการชําระคืนหุ้นกู้แก่ตัวแทนผู้ถือหุ้นกู้ซึ่งรวมไปถึงการนําเสนอตัวเลือกที่มีระยะเวลาการจ่ายชําระหนี้ที่อาจใช้เวลาถึง 8 ปี ขึ้นอยู่กับความสามารถในการหาแหล่งเงินทุนใหม่ โดยมีความตั้งใจที่จะนําข้อเสนอแนะของตัวแทนผู้ถือหุ้นกู้ที่มีต่อแผนการชําระหนี้หุ้นกู้มาสรุปในการประชุมตัวแทนผู้ถือหุ้นกู้วันที่ 8 พฤศจิกายน 2566และในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2566 KPMG ได้สรุปความเห็นของตัวแทนผู้ถือหุ้นกู้และนําเสนอตัวเลือกใน
การชําระเงินคืนให้แก่บริษัทฯ เพื่อให้คณะผู้บริหาร ตัดสินใจตามดุลยพินิจในลําดับต่อไป

– บริษัทฯ ได้พยายามหาเงินมาชําระหุ้นกู้ : ตั้งแต่ปลายเดือนกันยายน 2566 บริษัทฯ ได้เข้าเจรจากับนัก
ลงทุนจํานวน 3 กลุ่มเพื่อเพิ่มทุน รวมถึงการขายสินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตน และหาแนวทางการทําธุรกิจต่าง ๆ โดยในเดือนตุลาคม 2566 ที่ผ่านมาได้มีการเจรจากับนักลงทุนต่าง ๆ กันตลอดทั้งเดือนแต่ยังไม่สามารถหาข้อสรุปที่จะหาเงินทุนมาชําระหุ้นกู้ได้ บริษัทฯ จึงมีความจําเป็นต้องยุติการเจรจาในวันที่ 30 ตุลาคม 2566

บริษัทฯ ขาดสภาพคล่องที่จะชําระหนี้สิน จึงยื่นคําร้องขอฟื้นฟูกิจการ : แม้ในงบการเงิน บริษัทฯ จะมี ทรัพย์สินพอควร แต่ทรัพย์สินร้อยละ 67 ของทรัพย์สินทั้งหมดเป็นทรัพย์สินไม่มีตัวตนซึ่งไม่สามารถแปลงมาเป็นเงินสดเพื่อชําระหนี้ได้ทันเวลาและในการเจรจากับผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้และผู้จัดจําหน่ายหุ้นกู้ในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2566 ทาง KPMG ได้ร่วมกับบริษัทฯ ในการจัดการประชุมเพื่อหาข้อสรุปในการชําระคืนหุ้นกู้ โดยที่ประชุมเห็นว่า ผู้ถือหุ้นกู้มีแนวโน้มที่จะไม่ยินยอมการชําระคืนหนี้ยาวนานถึง 8 ปี แต่หากต้องการรับเงินคืนภายใน 3 ปี บริษัทฯ มีความเห็นว่าจะไม่สามารถดําเนินการตามแผนดังกล่าวได้เมื่อผลการประชุมเข้าเงื่อนไข บริษัทฯ จึงตัดสินใจยื่นคําร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลาย กลางตามแผนที่ได้รับจากที่ปรึกษาการเงิน (โดยไม่ได้แจ้งที่ปรึกษาการเงินก่อนที่จะยื่นคําร้องฯ) ในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2566 ตามที่ได้รับมติจากคณะกรรมการในคืนวันที่ 7 พฤศจิกายน 2566โดยศาลล้มละลายกลางรับคําร้องขอฟื้นฟูกิจการ
ของบริษัทฯในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2566และบริษัทฯ เข้าสู่สภาวะการพักชําระหนี้ทั้งหมดของบริษัท (Automatic Stay) ไปจนกว่าศาลล้มละลายกลางจะมีคําสั่งเป็นอย่างอื่น

ทั้งนี้ การเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการเป็นทางออกที่เหมาะสมที่สุดและเป็นวิธีการแก้ปัญหาเพียงช่องทางเดียวที่บริษัทฯ มีในเวลานั้น ซึ่งจะเป็นผลดีต่อบริษัทฯ และผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายขั้นตอนและกรอบระยะเวลาโดยประมาณขั้นตอน การดําเนินการ เดือน/ปี กรอบเวลา* (เริ่ม)

1.บริษัทฯ ยื่นคําร้องขอเข้าแผนฟื้นฟูกิจการต่อศาล 11/2566 8 พฤศจิกายน 2566
2.ศาลมีคําสั่งรับคําร้อง และเข้าสู่สภาวะ Automatic Stay จนกว่าศาลจะมีคําสั่งเป็นอย่างอื่น 11/2566 9 พฤศจิกายน 2566
3.ศาลจัดส่งคําร้องขอฟื้นฟูกิจการให้เจ้าหนี้ 11/2566 ประมาณพฤศจิกายน 2566
4.ศาลนัดไต่สวนคําร้องการเข้าแผนฟื้นฟูกิจการ 01/2567 29 มกราคม 2567
5. ศาลพิจารณามีคําสั่งให้ฟื้นฟูกิจการและตั้งผู้ทําแผน 04/2567 ประมาณเมษายน 2567
6. ประกาศคําสั่งศาลและแต่งตั้งผู้ทําแผนในหนังสือพิมพ์และราชกิจจานุเบกษา 05/2567 ประมาณพฤษภาคม 2567
7.เจ้าหนี้ดําเนินการยื่นคําร้องขอรับชําระหนี้ 06/2567 ประมาณมิถุนายน 2567
8.ผู้ทําแผนจัดทําแผนฟื้นฟูภายใน 3 เดือนนับจากวันโฆษณา คําสั่งตั้งผู้ทําแผน 09/2567 ประมาณกันยายน 2567
9.เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นําส่งแผนฟื้นฟูกิจการให้เจ้าหนี้ 10/2567 ประมาณตุลาคม 2567
10.เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพยัจัดประชุมเจ้าหนี้ลงมติรับแผนฟื้นฟูกิจการ 11/2567 ประมาณพฤศจิกายน 2567
11.ศาลล้มละลายกลางพิจารณาคําสั่งเห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการ 12/2567 ประมาณธันวาคม 2567
12.ผู้บริหารแผนเริ่มดําเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการ 01/2568 ประมาณมกราคม 2568

หมายเหตุ *กรอบระยะเวลาดําเนินการเป็นการประมาณการเบื้องต้น ภายใต้สมมติฐานที่ดีที่สุดและภายใต้กรณีที่กระบวนการฟื้นฟูกิจการเป็นไปอย่างราบรื่น ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงในภายหลังขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ปัญหาและอุปสรรคที่อาจทําให้ไม่สามารถดําเนินการตามแผนได้ ่

1. ความร่วมมือจากเจ้าหนี้เพื่อหาทางออกเกี่ยวกับการชําระหนี้ร่วมกัน
2. ความสามารถในการปรับเปลี่ยนสัดส่วนธุรกิจ จากธุรกิจ Content ไปเป็นธุรกิจใหม่ที่บริษัทได้เตรียมไว้
3. การหาพันธมิตร นักลงทุน ตลอดจนการจัดหาแหล่งเงินทุน
4. สภาพเศรษฐกิจโดยเฉพาะภายในประเทศ

ผลทีอาจเกิดขึ้นหากบริษัทฯ ไม่ได้รับการอนุมัติให้เข้าแผนฟื้นฟูกิจการ

1. ด้วยปริมาณหุ้นกู้ทั้งหมด หากเจ้าหนี้ทุกรายเรียกร้องบริษัทฯ ให้ชําระหนี้คืน บริษัทฯ จะไม่มีเงินสดเพียงพอในการดําเนินธุรกิจอย่างแน่นอน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อคู่ค้า และบุคคลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง
2. บริษัทฯ อาจจะต้องปิดกิจการหรือถูกฟ้องร้องจนไม่สามารถดําเนินธุรกิจได้ต่อไป และล้มละลาย อันจะทําให้ทุกฝ่ายเสียหายอย่างมาก
3.หุ้นของบริษัทฯ ในตลาดหลักทรัพย์ฯ จะไม่มีมูลค่า ทําให้นักลงทุนและผู้ถือหุ้นได้รับผลกระทบรวมถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ
4. หากบริษัทฯ ต้องปิดดําเนินกิจการหรือไม่สามารถดําเนินการต่อได้ จะส่งผลกระทบต่อพนักงานของบริษัทฯทุกคน

ผลจากการยื่นคําร้องเข้าแผนฟื้นฟูกิจการ

1. บริษัทฯ ยื่นคําร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง ในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2566และศาลล้มละลาย
กลางได้มีคําสั่งรับคําร้องขอฟื้นฟูกิจการของบริษัทฯ ในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2566 ทั้งนี้ศาลได้นัดไต่สวนคําร้องขอฟื้นฟูกิจการในวันที่ 29 มกราคม 2567
2. บริษัทฯ ได้รับการคุ้มครองจากการเรียกร้องและฟ้องร้อง (Automatic Stay) จนถึงวันที่ศาลจะมีคําสั่งเป็น
อย่างอื่น ทําให้บริษัทฯ สามารถเตรียมแนวทางต่างๆเพื่อวางแผนชําระหนี้ได้
3. บริษัทฯ จะมีเวลาเพิ่มขึ้นในการเจรจากับผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้และ ผู้จัดจําหน่ายหุ้นกู้
4. เจ้าหนี้ทุกรายได้รับชําระหนี้อย่างเป็นธรรมทุกฝ่าย และบริษัทฯ ยังสามารถดําเนินธุรกิจได้ ซึ่งทําให้บริษัทฯยังรักษาคนและธุรกิจ อีกทั้งยังมีเวลาในการปรับตัวและพูดคุยกับคู่ค้าและเจ้าหนี้การค้าเพื่อทําธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง

ผู้ทําแผนตามที่เสนอในคําร้องขอฟืนฟูกิจการ บริษัทฯ ได้เสนอให้ บริษัท เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป จํากัด (มหาชน) เป็นผู้ทําแผน โดยอํานาจหน้าที่และสิทธิของผู้ทําแผนตามกฎหมายฟื้นฟูกิจการซึ่งจะตกแก่ผู้ทําแผนนับแต่วันที่ศาลมีคําสั่งแต่งตั้งผู้ทําแผน มีดังนี้

1. อํานาจหน้าที่ในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของบริษัทฯ
2. บรรดาสิทธิตามกฎหมายของผู้ถือหุ้นของบริษัท (ยกเว้นสิทธิที่จะได้รับเงินปันผล)
3. อํานาจในการจัดทําแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัทฯ

การทําธุรกิจคอนเทนต์ (“Content”) มีความเฉพาะเจาะจงและต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ซึ่งบริษัทฯ ได้ดําเนินธุรกิจนี้มีผลกําไรมาโดยตลอด โดยเฉพาะการบริหารทรัพย์สินไม่มีตัวตน ทั้งการขายในประเทศและต่างประเทศบริษัทฯ จึงมีความพร้อมทั้งความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในการทําธุรกิจ

บริษัทฯ ขอยืนยันว่า บริษัทฯ มีเจตนาที่ดีในการชําระหนี้สินให้แก่เจ้าหนี้ทุกฝ่าย โดยการเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการของบริษัทฯ จะช่วยให้บริษัทฯ แก้ไขปัญหาสภาพคล่องของบริษัทฯ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีกฎหมายรองรับและให้ความคุ้มครองแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายอย่างเป็นธรรม อีกทั้ง บริษัทฯ ยังสามารถประกอบธุรกิจต่อไปได้ในระหว่างที่อยู่ในกระบวนการฟื้นฟูกิจการ เพื่อการแก้ไขปัญหาของบริษัทฯ และเพื่อสร้างผลกําไรจากการดําเนินกิจการต่อไปในอนาคตได้อย่างมั่นคง
จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ