‘EIC’ คาด ‘ดิจิทัลวอลเล็ต’ กระตุ้นเศรษฐกิจปี’67 เติบโตได้สูงเกิน 5% ชั่วคราว
เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม นายอสมา เหลี่ยมมุกดา นักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มงาน Economic Intelligence Center (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ประเมินปี 2567 เศรษฐกิจไทยจะเติบโตต่อเนื่องที่ 3% และกลับไปแตะระดับศักยภาพเดิมได้ในช่วงต้นปี โดยมีการท่องเที่ยวและการบริโภคภาคเอกชนเป็นปัจจัยสนับสนุนต่อเนื่องจากปีนี้ ทั้งนี้คาดการณ์ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2567 จะเพิ่มเป็น 36.2 ล้านคนทยอยฟื้นตัวเข้าใกล้ระดับก่อนโควิดที่ 40 ล้านคน
แม้จำนวนนักท่องเที่ยวจีน และค่าใช้จ่ายท่องเที่ยวต่อคน อาจถูกกดดันจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ภายใต้แนวโน้มการแข่งขันกันดึงดูดนักท่องเที่ยวจากประเทศปลายทางอื่นๆ และนโยบายสนับสนุนการท่องเที่ยวของรัฐบาลใหม่ เช่น นโยบายฟรีวีซ่าให้นักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพ การขยายศักยภาพบริการภาคพื้นดินของสนามบินปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจไทยในปีหน้า
อีกทั้งการลงทุนภาคเอกชนและการส่งออกสินค้า การลงทุนภาคเอกชนคาดว่าจะขยายตัวดีขึ้นตามแนวโน้มการอนุมัติการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และความเชื่อมั่นทางธุรกิจในระยะข้างหน้าที่ปรับดีขึ้นหลังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ รวมถึงแนวโน้มการส่งออกที่จะกลับมาฟื้นตัวเติบโตเป็นบวกได้ในปีหน้า
ทั้งนี้ ประเมินมูลค่าส่งออกจะกลับมาขยายตัวได้ 3.7% จากทิศทางการค้าโลกที่เริ่มกลับมาฟื้นตัวได้บ้างและปัญหาคอขวดอุปทานคลี่คลายลง และการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัวดีขึ้นอยู่ที่ระดับ 4.4% จากแนวโน้มการอนุมัติการลงทุนของ BOI และการส่งออกที่กลับมาฟื้นตัว
นายอสมา กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยอาจมีปัจจัยบวกจากความไม่แน่นอนของนโยบายการคลัง โดยเฉพาะการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ผ่านโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ซึ่งจากการแถลงปรับเงื่อนไขโครงการเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2566 กำหนดกลุ่มเป้าหมายครอบคลุมคนไทย 50 ล้านคน และวงเงินโครงการประมาณ 500,000 ล้านบาท ราว 3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศที่เป็นตัวเงิน (Nominal GDP) ประเมินว่าอาจกระตุ้นให้เศรษฐกิจไทยปีหน้าเติบโตได้สูงเกิน 5% ชั่วคราว อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยอาจกลับมาเติบโตในระดับศักยภาพตามเดิม หากโครงการฯ นี้ไม่ได้ส่งผลให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจได้มากและนานหลายปีตามเจตนารมณ์แรกเริ่มของรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม เนื่องด้วยรัฐบาลจะออกร่าง พ.ร.บ. เงินกู้สำหรับใช้เป็นแหล่งเงินของโครงการฯ นี้ จะทำให้ประมาณการสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีในระยะปานกลางสูงเกินเพดานหนี้สาธารณะ 70% ต่อจีดีพีเร็วขึ้น 2 ปีจากเดิมในปี 2573 อีกทั้ง จะส่งผลให้พื้นที่การคลังของประเทศสำหรับรองรับความไม่แน่นอนต่าง ๆ ในระยะข้างหน้ามีน้อยลง และระยะปานกลาง รวมถึงความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และกระแสโลกแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจที่กำลังเป็นประเด็นสำคัญมากขึ้น เศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้ายังมีความไม่แน่นอนสูง และมีโอกาสจะเผชิญความเสี่ยงด้านต่ำมากกว่าความเสี่ยงด้านสูง
ดังนั้น รัฐบาลควรมีแนวทางเชิงรุกในการกำหนดนโยบายสำหรับการเติบโตที่ยั่งยืนและการต้านทานต่อความไม่แน่นอน ด้วยการมุ่งสร้างกลไกการเติบโตใหม่และเสริมสร้างความสามารถในการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของไทยจาก 2 แนวทางหลัก คือ 1.การเติบโตที่นำโดยนวัตกรรมและเทคโนโลยี เช่น การผลักดันการวิจัยและพัฒนา การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การศึกษาและการพัฒนาทักษะ และการสนับสนุนระบบนิเวศสตาร์ตอัป 2.แนวทางปฏิบัติเศรษฐกิจยั่งยืน เช่น นโยบายส่งเสริมการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว การริเริ่มเศรษฐกิจหมุนเวียน และนโยบายตาข่ายความปลอดภัยทางสังคม
“โดยทั้ง 2 แนวทางหลักนี้จะเป็นการวางรากฐานสำหรับการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยที่แข็งแกร่ง ยืดหยุ่น และพร้อมเผชิญความไม่แน่นอนทุกรูปแบบได้ในอนาคต” นายอสมา กล่าว

