หน้าแรก เศรษฐกิจ เปิดมุมมอง ‘เ...

เปิดมุมมอง ‘เอกชน’ ดัน ‘สงกรานต์’ เฟสติวัลโลก

5.12.23 | 06:00 น.
สงกรานต์เฟสติวัลโลก

เปิดมุมมอง ‘เอกชน’ ดัน ‘สงกรานต์’ เฟสติวัลโลก

การผลักดันเทศกาลสงกรานต์ของไทย ให้เป็น “World Water Festival-The Songkran Phenomenon” ปักหมุดดึงต่างชาติจากทั่วโลกเข้ามาท่องเที่ยวตลอดช่วงเมษายนปี 2567 เป็นอีกก้าวของการ ขับเครื่อนซอฟต์เพาเวอร์ของไทย ภายใต้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ ที่มี เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน และ แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นรองประธาน

แพทองธาร ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์ ได้ออกมาระบุแผนงานใหญ่ในปี 2567 ว่า “วันสงกรานต์จะไม่ใช่แค่เทศกาลแบบในอดีตที่ผ่านมา แต่เราจะจัดงานใหญ่ มหาสงกรานต์ World Water Festival-The Songkran Phenomenon จะปักหมุดให้สงกรานต์ในไทยปีหน้า เป็นเทศกาลที่คนทั้งโลกต้องบินมาเล่นที่บ้านเรา และสงกรานต์ปีหน้า เราจะไม่เล่นน้ำแค่ 3 วัน แต่จะจัดงานกันทั้งเดือน ทยอยจัดกันทั้งประเทศ 77 จังหวัด”

ตั้งเป้าดึงดูดนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะชาวต่างชาติรวมกันมากกว่า 35 ล้านบาท สร้างเม็ดเงินกว่า 4 หมื่นล้านบาท กระจายสู่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ

มีเสียงสะท้อนในเรื่องนี้จากหลายฝ่าย ณัฐพล เหลืองวงศ์ไพศาล ประธานหอการค้า กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 5 จังหวัด มองว่า การจะให้เทศกาลสงกรานต์ เป็นซอฟต์เพาเวอร์ ตลอดของเดือนเมษายนนั้น การเป็นซอฟต์เพาเวอร์ ถ้าหากจะแปลเป็นไทย จะเป็นเรื่องของการโฆษณาชวนเชื่อ อย่างการแต่งกายแบบนี้ถือว่าวัฒนธรรมของคน อย่างการแต่งตัวของคนไทดำ จ.เลย หรือการแต่งตัวของชนเวียดนามในประเทศไทย หรือการกินอาหาร ภาษาพูด สิ่งที่รวมๆ เหล่านี้อาจเป็นที่แปลกใหม่คนผู้คนที่ไม่เคยสัมผัส หรือพบเห็น ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีและตรงกับประพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่

Advertisement

“ภาคของเอกชนทั้งหอการค้า ได้สนับสนุนในแนวคิดการใช้ซอฟต์เพาเวอร์ หรือเอาวัฒนธรรมประเพณี การแต่งกาย ภาษาพูด อาหารประจำถิ่น ออกมากระตุ้นเสริมการท่องเที่ยว ส่วนตัวเห็นด้วยอย่างยิ่ง การกระตุ้นการท่องเที่ยวลักษณะแบบนี้ หากรัฐใส่เม็ดเงินไปแล้ว เชื่อว่าจะมีการสะท้อนกลับ และมีการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วคืนมาอย่างตาเห็น”

ณัฐพล เสนอแนะว่า “การสร้างซอฟต์เพาเวอร์ด้วยการจัดสงกรานต์ตลอดเดือนเมษายน อยากเสนอแนะให้ทางรัฐบาล หากมีการจัดกิจกรรมพร้อมกันภายในเดือนเมษายนทั้งหมดนักท่องเที่ยวจะกระจายไปหมด ควรจัดกิจกรรมแบ่งเป็น 5 ภาค อย่างภาคอีสานมีอยู่ 20 จังหวัด เราจะต้องทยอยจัดในช่วงที่มีการจัดกิจกรรม มีประเพณีต่างๆ ชูขึ้นเป็นซอฟต์เพาเวอร์ของจังหวัดนั้นๆ โดยชูให้ทั่วโลกได้รับรู้

อย่างผีตาโขนของจังหวัดเลย เราจัดทุกปีในช่วงเดือนแปด หรือประมาณเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม เป็นประเพณีที่สืบทอดกันมาตั้งแต่อดีต และประเพณีแห่ต้นดอกไม้ ของอำเภอนาแห้ว ก็เอาออกมาชูในซอฟต์เพาเวอร์ รวมผสมผสานมาสร้างสีสันในช่วงของเดือนเมษายน และประเพณีที่เด่นๆ ออกมา ตลอดเดือนเมษายน ตรงจุดนี้ต่างจะสร้างเม็ดเงินเข้าจังหวัดอย่างมหาศาล ส่วนในเรื่องของ ภาษา อาหารประจำถิ่น การแต่งกาย ซอฟต์เพาเวอร์ลักษณะเหล่านี้เราก็สามารถจัดได้ตลอดทั้งปี”

ในมุมของ ธีรินทร์ ธัญญวัฒนกุลประธานหอการค้าจังหวัดชลบุรี มองว่าเป็นเรื่องที่ดี จะทำให้เงินสะพัดในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ แต่จะกระจายไปในพื้นที่ที่มีจุดขายเท่านั้นยังไม่พอ ควรกระจายไปตามท้องถิ่นต่างๆ อีกด้วย โดยดูศักยภาพในแต่ละพื้นที่ว่ามีจุดขายอะไรบ้างก็จะเกิดผลดีต่อพื้นที่นั้นๆ พร้อมทั้งสร้างกระแสโซเชียลจะส่งผลดีต่อนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ จะทำให้เม็ดเงินกระจายลงไปสู่ท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น

การที่รัฐบาลพยายามสร้างจัดอีเวนต์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพื่อให้ประชาชนนำเงินออกมาใช้ก็จะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกทางหนึ่ง เมื่อรัฐบาลเน้นในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปัญหาที่เกิดขึ้นคือประชาชนส่วนใหญ่จะเน้นในช่วงวันสงกรานต์เท่านั้น ที่สำคัญทุกพื้นที่ก็จะจัดงานเหมือนๆ เดิม คือช่วงวันที่ 13-15 เมษายน จึงอยากให้มองเมืองท่องเที่ยวพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นพัทยา ภูเก็ต เชียงใหม่ อาจจะต้องมีการจัดงานตลอดทั้งเดือนเพื่อดึงให้นักท่องเที่ยวเข้ามาในจังหวัดที่กล่าวมาทุกหน่วยงานคงจะต้องหาจุดขายในพื้นที่ของตัวเอง พร้อมทั้งมีการประชาสัมพันธ์กันอย่างจริงจัง ไม่อยากให้การท่องเที่ยวไปกระจุกตัวในเมืองท่องเที่ยวพิเศษเพียงอย่างเดียว อยากให้ทำทุกจังหวัดเหมือนกัน

“อยากให้รัฐบาลหาตลาดเพิ่มมากขึ้น ไม่ใช่เน้นนักท่องเที่ยวแบบเดิมๆ ประเทศเดิมๆ ควรจะเปิดกว้าง และดึงนักท่องเที่ยวในโซนอื่นๆ เข้ามาเที่ยวในประเทศไทยบ้าง การที่รัฐบาลมาเน้นยุทธศาสตร์ซอฟต์เพาเวอร์แห่งชาติ อยากให้รัฐบาลทำงานอย่างจริงจัง ให้ต่างชาติได้เห็นและอยากมาเที่ยวเมืองไทย ที่สำคัญควรทำอย่างต่อเนื่อง และรัฐบาลต้องให้การสนับสนุนอย่างจริงจัง ไม่ใช่ทำอีเวนต์เสร็จแล้วก็หยุดไปเลย ควรมีการวางแผนอย่างต่อเนื่องในแต่ละเดือน และพยายามหนุนให้ทุกพื้นที่จัดงานในพื้นที่ของตนเอง และสร้างกระแสไปเรื่อยๆ ก็จะดึงนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวในแต่ละพื้นที่ ผลที่ตามมาจะทำให้เงินสะพัด” ธีรินทร์กล่าว

แผนการขับเคลื่อนเรื่องนี้ที่เสนอโดย คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านเฟสติวัล จะมีการฉลองงาน World Water Festival-The Songkran Phenomenon ตลอดเดือนเมษายน ในต่างจังหวัดทั่ว ประเทศ อาทิ งานสงกรานต์กรุงเก่า (อยุธยา) ประเพณีปีใหม่เมืองและประตูท่าแพ (เชียงใหม่) งานอันดามันสงกรานต์เฟสติวัล (ภูเก็ต) เทศกาลดอกคูนเสียงแคน และถนนข้าวเหนียว (ขอนแก่น) งานวันไหลนาเกลือ (ชลบุรี) และงานวันไหลบ้านบึง (ระยอง) สงกรานต์ กทม. ชวนใส่ดอกออกเที่ยว ณ ลานคนเมือง เป็นต้น

ในส่วนนี้ ไพศาล สุขเจริญ นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคเหนือตอนบน ในฐานะผู้บริหารโรงแรมสมายล์ ล้านนา อ.เมือง จ.เชียงใหม่ สะท้อนว่าเห็นด้วยการส่งเสริมเทศกาลสงกรานต์เป็นซอฟต์เพาเวอร์ เพื่อเล่นสาดน้ำตลอดเดือนเมษายนทั่วประเทศ ถือเป็นทางเลือก และกระจายนักท่องเที่ยวไปทั่วประเทศ เริ่มจากภาคเหนือ โดยเฉพาะเชียงใหม่ จัดวันที่ 13-15 เมษายน ภาคตะวันออก เทศกาลวันไหลที่พัทยา ชลบุรีวันที่ 16-18 เมษายน ภาคอีสาน ที่ถนนข้าวเหนียว จ.ขอนแก่น ภาคกลาง ที่ถนนข้าวสาร กรุงเทพฯ และภาคใต้ ที่หาดใหญ่ สงขลา ตามลำดับ

หากจัดสงกรานต์ตลอดเดือนเมษายน กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ต้องเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ทั้งในและต่างประเทศ พร้อมบรรจุในปฏิทินท่องเที่ยว เพื่อวางแผนการเดินทาง จองที่พัก ร้านอาหาร รถเช่าล่วงหน้า อย่างน้อย 3-6 เดือน เพื่อลดนักท่องเที่ยวแออัด และอุบัติเหตุเพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินด้วย

“สงกรานต์ตลอดเมษายน อาจเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ 20-30% โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวเอเชีย อาทิ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม ที่มีวัฒนธรรม ประเพณีใกล้เคียงกัน โดยเฉพาะจีนที่มณฑลสิบสองปันนา เล่นสาดน้ำตลอดปี เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทุกฤดูกาลมีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลไปเที่ยวจำนวนมากด้วย อาจใช้จีน เป็นต้นแบบหรือโมเดล เพื่อมาปรับใช้กับสงกรานต์ไทยได้” ไพศาลกล่าวทิ้งท้าย

เป็นเสียงสะท้อนของภาคเอกชนในการผลักดันเทศกาลสงกรานต์ สู่เฟสติวัลระดับโลก ที่คาดหวังว่าจะสร้างเม็ดเงิน กระตุ้นเศรษฐกิจได้