‘แบงก์ชาติ’ รับ ขึ้นดอกเพิ่มภาระประชาชน ชี้ระดับ 2.50% เป็นเรตที่ลูกหนี้รับไหว-ไม่กระทบเศรษฐกิจ
เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม นายปิติ ดิษยทัต เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่า ภายหลักจาก กนง.มีมติคงอัตราดอกเบี้ย 2.5% ต่อปี สำหรับการส่งผ่านอัตราดอกเบี้ยนโยบายการเงินนั้น การปรับขนาดอัตราดอกเบี้ยที่ 2% ต่อปี โดยธนาคารพาณิชย์ได้ส่งผ่านไปสู่อัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี (MLR) และอัตราดอกเบี้ยรายย่อยชั้นดี (MRR) ราว 1.5-1.8% หรือคิดเป็นการส่งผ่าน 60-70% ของอัตราดอดเบี้ยนโยบายที่มีการปรับขึ้น และผลกระทบของลูกหนี้ก็มีความแตกต่างกันพอสมควร
นายปิติ กล่าวว่า แม้ภาพรวมภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจริง แต่อยู่ในระดับที่ลูกหนี้รับได้ เนื่องจากลูกหนี้กลุ่มเปราะบาง ผู้ประกอบการรายย่อย (เอสเอ็มอี) และภาคครัวเรือนที่มีความยากลำบาก ส่วนนี้มีมาตรการเฉพาะจุดดูแลหลายมาตรการ อย่างไรก็ตาม อัตราดอกเบี้ยปัจจุบันที่ 2.50% ถือว่าเป็นอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ หากเทียบกับอัตราดอกเบี้ยในต่างประเทศ และการส่งผ่านไม่ได้สูงมากไปกว่าในแถบประเทศในภูมิภาคนี้
“ขณะเดียวกัน การปรับอัตราดอกเบี้ยถือว่ามีส่วนช่วยเรื่องหนี้ อย่างน้อยไม่ได้ไปช่วยเพิ่มให้หนี้สินโตเร็ว และช่วยให้กระบวนการกลับสู่ปกติทั้งภาคการเงิน สินเชื่อ เงินเฟ้อเศรษฐกิจในภาพรวม” นายปิติ กล่าว
นายปิติ กล่าวว่า สำหรับคุณภาพสินเชื่อด้อยคุณภาพ (หนี้เสีย) โดยรวมอัตราดอกเบี้ยเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งเท่านั้น และอีกปัจจัยหนึ่งคือสภาวะธุรกิจของแต่ละธุรกิจ รวมถึงสภาวะเศรษฐกิจโดยรวมด้วย ซึ่งจะมีความแตกต่างค่อนข้างเยอะและจะเหมารวมค่อนข้างยาก แต่ภาพรวมคุณภาพสินเชื่อที่ด้อยลงจะเป็นเรื่องของสินเชื่อรถยนต์เพิ่มขึ้น และเอสเอ็มอีที่เพิ่มขึ้นก่อนในช่วงโควิดและค้างอยู่ในระดับสูง
ขณะเดียวกัน สถานการณ์หนี้ในระบบเศรษฐกิจทยอยปรับลดลง พิจารณาข้อมูลในปัจจุบันสัดส่วนหนี้ครัวเรือนเฉลี่ย 90.6% ต่อจีดีพี ชะลอลงจากไตรมาส 4/2565 ซึ่งอยู่ที่ 91.4% ต่อจีดีพี และทยอยปรับลดลงต่อเนื่องหลังจากที่แตะจุดสูงสุดที่ 95.5% ต่อจีดีพีในไตรมาส 1/2564 ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ธนาคารพาณิชย์ก็มีแผนชัดเจนที่จะจัดการกับเรื่องคุณภาพหนี้และสินเชื่อกล่าวถึงเป็นพิเศษ (SM) ที่อาจจะมีปัญหา และ ธปท.จะติดตามอย่างใกล้ชิด
”หากพิจารณาสินเชื่อในแง่หนี้ครัวเรือน และหนี้ภาคธุรกิจต่อจีดีพี ได้เพิ่มขึ้นสูงในช่วงก่อนหน้านี้ แต่ได้ปรับลดลงและดีขึ้น อย่างไรก็ตาม หนี้ยังเป็นความเสี่ยงที่ต้องแก้ไขต่อไปและถือว่าอยู่ในระดับสูงเกิน 80% เป็นระดับที่ต้องเฝ้าระวัง“ นายปิติ กล่าว
ทั้งนี้ สำหรับแนวทางแก้หนี้ของรัฐบาล ในแง่ของหน่วยงานรัฐบาลที่ดูแลเรื่องเศรษฐกิจเป็นหลัก โดย ธปท. ก็มีการแลกเปลี่ยนและพูดคุยกับกระทรวงการคลัง โดยเฉพาะเรื่องหนี้ พูดคุยกันอยู่เสมอ หน้าที่ส่วนใหญ่ของ ธปท. เป็นเรื่องของการให้ข้อมูล และมุมมองความเห็นในเชิงวิชาการให้นำไปพิจารณาพัฒนาแนวทางที่เหมาะสมที่สุด
“อย่างไรก็ตาม ธปท.สนับสนุนการดำเนินมาตรการปรับโครงสร้างหนี้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมาตรการเฉพาะจุดและแนวทางแก้ปัญหาหนี้อย่างยั่งยืนสำหรับกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะมาตรการการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) ที่จะบังคับใช้ 1 มกราคม 2567“ นายปิติ กล่าว

