สภาพัฒน์ เล็งชง ครม. เข้าร่วมสมาชิกโออีซีดี คาดเสร็จใน 5-7 ปี ชี้เพิ่มโอกาสการค้า-ลงทุน โออีซีดี ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 67 โต 3.6%
เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2566 ที่โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ร่วมกับองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) จัดให้มีการประชุมหารือระดับสูงและนิทรรศการที่เกี่ยวข้องกับการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ของประเทศไทย โดยนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานในการเปิดการประชุม
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สภาพัฒน์ เปิดเผยว่าการประชุมดังกล่าว ถือเป็นหนึ่งในการเตรียมพร้อมประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสมาชิกของ โออีซีดี และยกระดับประเทศไทย ให้ทัดเทียมกับหลายประเทศสมาชิก อาทิ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และยังเป็นการเพิ่มขีดความสามารถทางการค้าในต่างประเทศ และดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้มากขึ้น
นายดนุชากล่าวว่า สำหรับขั้นตอนการเป็นสมาชิกโออีซีดีนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการส่งหนังสือเวียนขอความเห็นจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และรอเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ เรื่องที่ประเทศไทยจะเข้าร่วมเป็นสมาชิกโออีซีดี และหลังจาก ครม.เห็นชอบแล้วนั้น ทางสภาพัฒน์ ก็จะส่งหนังสือแสดงเจตจำนงการเข้าร่วมเป็นสมาชิก ไปยังเลขาธิการองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา พิจารณา เป็นลำดับถัดไป
“ขั้นตอนการขอเป็นสมาชิกนั้น คงต้องใช้เวลาพอประมาณ 5-7 ปี เนื่องจากทางโออีซีดี ต้องมีการหารือกับคณะกรรมการหลายชุดที่อยู่ในโออีซีดี เช่น คณะกรรมการการเกษตร คณะกรรมการการค้า เป็นต้น เพื่อขอความเห็น และข้อเสนอแนะในการที่ไทยจะเตรียมเข้าร่วมสมาชิกในด้านต่างๆ นอกจากนี้ยังมีขั้นตอนที่จะต้องให้ประเทศที่เป็นสมาชิกแล้ว รับรองให้ประเทศไทยด้วย ซึ่งทางกระทรวงการต่างประเทศจะเป็นผู้รับผิดชอบ” นายดนุชากล่าว
นายดนุชากล่าวอีกว่า สำหรับผลการศึกษารายงานการสำรวจและประเมินสถานะเศรษฐกิจไทย ฉบับที่ 2 โดย โออีซีดี สามารถสรุปสาระสำคัญได้ว่า ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยประสบความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ขณะที่ภายหลังจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 สิ้นสุดลง เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวดีขึ้นตามลำดับ โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งของภาคการท่องเที่ยว อย่างไรก็ดี ประเทศไทยยังมีความจำเป็นที่จะต้องปรับโครงสร้างและปฏิรูปในหลายประเด็นเพื่อช่วยให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจเป็นไปอย่างยั่งยืนและทั่วถึง ทั้งนี้ ในช่วงของการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมาการดำเนินนโยบายการคลังเพื่อลดผลกระทบจากการแพร่ระบาดและป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจถดถอยรุนแรง ซึ่งส่งผลให้หนี้สาธารณะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา
นายดนุชากล่าวว่า ดังนั้น ในระยะต่อไป แนวทางการดำเนินนโยบายจึงควรให้ความสำคัญกับการเพิ่มศักยภาพทางการคลังอย่างค่อยเป็นค่อยไปเพื่อปรับสถานะทางการคลังให้เข้าสู่ภาวะสมดุลมากขึ้น และเพื่อรักษาเสถียรภาพทางการคลัง ขณะเดียวกันควรดำเนินการอย่างสอดรับควบคู่ไปกับการดำเนินนโยบายการเงินที่ยังคงต้องมุ่งเน้นต่อการลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ รวมทั้งการทยอยยกเลิกมาตรการช่วยเหลือที่ดำเนินการในช่วงของการแพร่ระบาด โดยเห็นว่าควรเหลือไว้เฉพาะมาตรการช่วยเหลือทางสังคมที่มีความจำเป็น
นายดนุชากล่าวว่า ซึ่งรายงานของโออีซีดี ชี้ให้เห็นว่าในระยะต่อไปเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวอย่างอย่างต่อเนื่อง โดยประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2567 มีแนวโน้มที่จะขยายตัว 3.6% โดยมีแรงสนับสนุนสำคัญจากการอุปโภคบริโภคภาคเอกชนที่ยังคงขยายตัวได้อย่างแข็งแกร่ง แม้ว่ารัฐบาลจะยกเลิกมาตรการช่วยเหลือด้านค่าครองชีพและระดับหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง เช่นเดียวกับตลาดแรงงานที่ยังฟื้นตัวได้ดี แต่พบว่ากำลังแรงงานในวัยหนุ่มสาวยังไม่ได้รับผลประโยชน์อย่างเต็มที่จากการฟื้นตัวของตลาดแรงงานดังกล่าว ขณะที่อุปสงค์ภายนอกประเทศที่อ่อนแอส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออก แต่ยังมีแรงขับเคลื่อนจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว
นายดนุชากล่าวว่า ทั้งนี้ ประเทศไทยมีความจำเป็นที่จะต้องให้ความสำคัญในการรับมือกับประเด็นความท้าทายเชิงโครงสร้างต่างๆ ได้แก่ การเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย การเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีดิจิทัล การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก รวมถึงการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แนวนโยบายจึงต้องมุ่งเน้นไปที่การยกระดับผลิตภาพการผลิต รวมถึงการส่งเสริมให้เกิดการแข่งขัน ผ่านมาตรการที่สำคัญ อาทิ การผ่อนคลายข้อจำกัดในการเข้าร่วมในตลาด การดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศโดยเฉพาะภาคบริการ และการขยายการเจรจาทางการค้าเพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์การค้าโลกได้อย่างเต็มที่ ขณะเดียวกัน ต้องมุ่งเน้นการดำเนินการเพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างต่อเนื่อง

