หน้าแรก เศรษฐกิจ สภาพัฒน์ เกาะ...

สภาพัฒน์ เกาะติด ศก.จีน ใกล้ชิด หลังโดนลดอันดับความน่าเชื่อถือ ชี้ปัจจัยเสี่ยงปี67 คือ เศรษฐกิจโลก

7.12.23 | 16:14 น.
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) (แฟ้มภาพ)

สภาพัฒน์ เกาะติด ศก.จีน ใกล้ชิด หลังโดนลดอันดับความน่าเชื่อถือ ชี้ปัจจัยเสี่ยงปี’67 คือ เศรษฐกิจโลก

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สภาพัฒน์ กล่าวว่า จากกรณีบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงิน มูดีส์ (Moody’s) ได้ปรับลดแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของรัฐบาลจีนลงสู่เชิงลบจากระดับมีเสถียรภาพนั้น แน่นอนว่าต้องมีผลกระทบ และต้องติดตามเรื่อยๆ ว่าจะมีผลกระทบมากน้อยแค่ไหน โดยต้องดูว่าทางจีนเองมีการตอบสนองต่อเรื่องดังกล่าวอย่างไร แต่ต้องบอกตามตรงว่า ในขณะนี้ ข้อมูลรายงานต่างของทางจีนเริ่มเข้าถึงยากขึ้น อาทิ ล่าสุด จีนก็ยกเลิกการรายงานตัวเลขคนหนุ่มสาวที่ว่างงานในจีน เพราะฉะนั้นก็จะดูได้แต่ภาพใหญ่ ซึ่งอาจจะวิเคราะห์ยากขึ้น

นายดนุชากล่าวว่า อย่างไรก็ดี ประเทศจีนยังเป็นที่พึ่งทางเศรษฐกิจรายใหญ่ และสินค้าไทยส่งออกไปจีนก็ยังคงไปได้ดี เพราะจีนเป็นประเทศที่มีประชากร 1-2 พันล้านคน ถ้าตามจริงแม้เศรษฐกิจจีนภาพใหญ่อาจจะไม่ดี แต่ก็น่าจะมีประชากรที่มีกำลังซื้ออยู่บ้าง ก็ต้องติดตามว่าคนกลุ่มมีกำลังซื้อเป็นอย่างไรต่อไป และก็ต้องดูมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจีนที่ออกมาสักพักใหญ่นั้นส่งผลอย่างไร ดังนั้น สภาพัฒน์ก็ติดตามอย่างใกล้ชิด

นายดนุชากล่าวว่า สำหรับเศรษฐกิจไทยปี 2567 สิ่งที่ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงคือเรื่องของเศรษฐกิจโลกที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ส่วนเศรษฐกิจภายในของไทย ยังไม่มีปัญหามาก เพราะเรื่องการบริโภคภายในประเทศ ยังคงขยายตัวได้ เนื่องจากคนไทยยังมีอาการอัดอั้นจากช่วงโควิด-19 ซึ่งเมื่อเปิดประเทศเต็มที่ ก็ออกมาใช้จ่ายทดแทนช่วงที่ไม่ได้ใช้ โดยส่วนใหญ่ใช้จ่ายภาคบริการ และท่องเที่ยว อย่างไรก็ดี นักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติเข้ามาเยอะ แต่ใช้จ่ายไม่มาก ดังนั้นรัฐบาลก็อาจต้องกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวใช้จ่ายมากขึ้น ส่วนภาคการส่งออกนั้น ก็ต้องติดตามเช่นกัน สำหรับตัวเลขการส่งออกแค่ 2-3 เดือนนี้ ก็ไม่พอที่จะคาดคะเนได้ว่า ส่งออกในปีหน้า จะเป็นอย่างไร ก็ต้องคอยดูว่าโมเมนตัมเป็นอย่างไร

“อย่างผลจากความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับฮามาส ก็ทำให้ราคาน้ำมันขยับขึ้นมาเล็กน้อย แต่ขณะนี้ก็ได้กลับไปอยู่ระดับต่ำกว่า 80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลแล้ว แม้จะรวมกับเรื่องที่องค์การกลุ่มประเทศผู้ส่งน้ำมันออก (โอเปค) ที่ลดปริมาณการผลิต และการที่จะเข้าสู่ฤดูหนาวแล้วก็ตาม ซึ่งด้านของราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ก็ไม่ได้ปรับขึ้นเช่นกัน ดังนั้น เป็นเรื่องที่แปลก และอาจจะเป็นสัญญาณอันหนึ่งที่ชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจโลกไม่ได้ดีอย่างที่ดี จึงต่อระมัดระวังต่อไป” นายดนุชากล่าว

Advertisement