บาททยอยแข็งค่า ตามทิศทางดอลลาร์อ่อนลง หลังผู้เล่นในตลาดคาดเฟด อาจลดดอกเบี้ยช่วงปีหน้า

บาททยอยแข็งค่า ตามทิศทางดอลลาร์อ่อนลง หลังผู้เล่นในตลาดคาดเฟด อาจลดดอกเบี้ยช่วงปีหน้า

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 35.14 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย”
จากระดับปิดวันก่อนหน้า ที่ระดับ 35.17 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 35.00-35.25 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงก่อนตลาดรับรู้ยอดการจ้างงานสหรัฐ และประเมินกรอบ 34.90-35.40 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงตลาดทยอยรับรู้ยอดการจ้างงานสหรัฐ

นายพูนกล่าวว่า โดยในช่วงคืนก่อนหน้า ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวผันผวนในกรอบ sideway (แกว่งตัวในช่วง 35.11-35.26 บาทต่อดอลลาร์) โดยมีจังหวะอ่อนค่าลง ตามการย่อตัวลงใกล้โซนแนวรับระยะสั้นของราคาทองคำ ซึ่งทำให้ผู้เล่นในตลาดบางส่วนยังคงทยอยเข้าซื้อทองคำในจังหวะย่อตัว ทั้งนี้ โดยรวมเงินบาทสามารถทยอยแข็งค่าขึ้นได้เล็กน้อย ตามการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ หลังผู้เล่นในตลาดยังคงประเมินว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจทยอยลดดอกเบี้ยลงได้ในการประชุมเดือนมีนาคมและอาจลดดอกเบี้ยลง -1.25% ในปีหน้า ขณะเดียวกัน บรรยากาศในตลาดการเงินสหรัฐ ที่กลับมาเปิดรับความเสี่ยง (Risk-On) ก็มีส่วนกดดันเงินดอลลาร์ ตามความต้องการถือเงินดอลลาร์เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่ลดลงบ้าง

ทั้งนี้ สำหรับวันนี้ ไฮไลต์สำคัญที่ควรจับตาอย่างใกล้ชิด คือ รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐ ทั้งยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) อัตราการว่างงาน (Unemployment Rate) และอัตราการเติบโตของค่าจ้าง (Average Hourly Earnings) นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน (U of Michigan Consumer Sentiment) โดยเฉพาะในส่วนของคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อระยะสั้นและระยะยาว

Advertisement

นายพูนกล่าวว่า สำหรับแนวโน้มของค่าเงินบาท อาจแกว่งตัว sideway ในกรอบไปก่อน เนื่องจากผู้เล่นในตลาดอาจรอลุ้นรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐในคืนนี้ อย่างไรก็ดี ในช่วงระหว่างวัน เงินบาทก็อาจผันผวนไปตาม ฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ ที่อาจเริ่มชะลอการขายสินทรัพย์ไทย โดยเฉพาะหุ้นได้บ้าง หลังบรรยากาศในตลาดการเงินเริ่มกลับมาเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น

นอกจากนี้ ควรจับตาทิศทางเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) อย่างใกล้ชิดเช่นกัน หลังล่าสุด เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ได้ทยอยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องจนหลุดระดับ 145 เยนต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นเป้า ณ สิ้นปีนี้ท่ามกลางมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ประเมินว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) อาจพิจารณาใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น หรือ ส่งสัญญาณใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นได้ในการประชุมที่จะถึงนี้

“โดยการแข็งค่าขึ้นของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ดังกล่าว อาจกระทบต่อเงินบาทผ่าน การอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ รวมถึงโฟลว์ธุรกรรมขายเงินเยนญี่ปุ่น หลังล่าสุด เงินเยนญี่ปุ่นเทียบเงินบาท (JPYTHB) ได้ปรับตัวขึ้นเหนือระดับ 24.25 บาทต่อ 100 เยน” นายพูนกล่าว

ทั้งนี้ ควรระมัดระวังความผันผวนของเงินบาทในช่วงตลาดทยอยรับรู้รายงานข้อมูลการจ้างงานสหรัฐ เพราะหากออกมาดีกว่าคาดไปมาก ก็อาจหนุนให้เงินดอลลาร์ พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น พร้อมกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐ ซึ่งจะกดดันทั้งราคาทองคำและเงินบาทได้พอสมควร ขณะที่ หากยอดการจ้างงานออกมาแย่กว่าคาด หรือ ตามคาด ก็อาจไม่ได้ส่งผลกระทบต่อตลาดมากนัก ยกเว้นจะเห็นยอดการจ้างงานลดลงชัดเจน ต่ำกว่า 1 แสนราย

“ทุกสินทรัพย์ยังอยู่ในช่วงเผชิญความผันผวนสูง ทำให้เราคงคำแนะนำว่า ผู้ประกอบการควรใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย อาทิ Option เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน และนอกเหนือจากการใช้เครื่องมือดังกล่าว การเลือกทำธุรกรรมในสกุลเงินท้องถิ่น (Local Currency) ก็เป็นอีกแนวทางในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่น่าสนใจ ซึ่งผู้ประกอบการควรเปรียบเทียบต้นทุนในการทำธุรกรรมและแผนการป้องกันความเสี่ยงก่อนตัดสินใจทุกครั้ง” นายพูนกล่าว

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image