นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) เปิดเผยว่า จากการติดตามบริษัทจดทะเบียนไทยที่ออกตั๋วแลกเงิน(บีอี) ที่มีสัญญาใกล้ครบอายุในเร็วๆ นี้ พบว่า ทุกบริษัทตระหนักรู้ว่าจะต้องเร่งหาสภาพคล่องทางการเงินเพื่อมาชำระคืน อีกทั้งได้บริหารจัดการความเสี่ยงและประเมินว่าในกรณีเลวร้ายที่สุดบริษัทต้องดำเนินการอย่างไร ซึ่งทางตลท.ไม่ได้จับตาบริษัทใดบริษัทหนึ่งเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตาม สภาพคล่องในระบบการเงินของไทยยังมีอยู่มาก ทั้งแหล่งเงินทุนของบริษัทเองและจากธนาคารพาณิชย์ นอกจากนี้ ยังยืนยันว่าบริษัทจดทะเบียนไทยมีระดับหนี้สินต่อทุนอยู่ในระดับต่ำ คือประมาณ 1.7 เท่า จึงเชื่อว่าจะสามารถชำระคืนหนี้ตั๋วบีอีได้
ทั้งนี้ ขอชี้แจงว่าแม้ขณะนี้จะมีตัวเลขการออกตั๋วบีอีออกมาหลายช่องทาง แต่ไม่ได้หมายความว่าตัวเลขตั๋วบีอีที่แสดงจะผิดนัดชำระหนี้ทั้งหมด ซึ่งที่ผ่านมาพบว่าตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2559 มีบริษัทที่ผิดนัดชำระหนี้ตั๋วบีอีทั้งสิ้น 4 บริษัท โดยบริษัท อี ฟอร์ แอล เอม จำกัด (มหาชน) เป็นการผิดนัดชำระเชิงเทคนิคและปัจจุบันบริษัทได้ชำระคืนหมดแล้ว ส่วนบริษัท เค.ซี. พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ปัจจุบันตลท.ยังขึ้นเครื่องหมาย SP หรือหยุดการซื้อขาย เนื่องจาก ยังมีปัญหาเรื่องการจัดทำงบการเงินซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้สั่งให้บริษัทแก้ไข
บริษัท อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ เอ็นเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ตลท.ได้ขึ้นเครื่อหมาย SP เช่นกัน เพราะยังอยู่ในระหว่างรอข้อมูลชี้แจงจากบริษัท ส่วนบริษัท ริช เอเชีย คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) นั้นสาเหตุที่ผิดนัดชำระหนี้ส่วนหนึ่งเพราะอยู่ในระหว่างปรับโครงสร้างหนี้และบริษัทได้แจ้งข้อมูลมาที่ตลาดหลักทรัพย์เพื่อชี้แจง
“โดยภาพรวมแล้วถือว่าหนี้ของบริษัทจดทะเบียนไทยยังอยู่ในระดับที่ไม่น่ากลัว กรณีผิดนัดชำระหนี้ที่เกิดขึ้นนั้นมาจากกรณีที่แตกต่างกัน ตลท.ได้พยามให้บริษัทจดทะเบียนที่ออกตั๋วบีอีกว่า 100 แห่ง บริหารจัดการตรวจสอบตัวเองและต้องรู้ว่าบริษัทควรดำเนินการอย่างไรบ้าง เช่น ต้องมีเงินพอสำหรับชำระหนี้ “นางเกศรากล่าว
ด้านนางวรวรรณ ธาราภูมิ ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด นายกสมาคมสมาคมบริษัทจัดการลงทุน(บลจ.) เปิดเผยว่า ประเด็นที่เกิดขึ้นมีความกังวลว่าหากผู้ลงทุนมีความกังวลและขาดความเชื่อมั่นอย่างต่อเนื่อง จะทำให้ไม่เลือกต่ออายุสัญญาตั๋วบีอีและทำให้บริษัทที่ออกตั๋วบีอีขาดกระแสเงินทุนหล่อเลี้ยง อีกทั้งจะทำให้การออกตั๋วบีอีทำได้ยากขึ้น ดังนั้น ควรเตรียมเงินสดหรือแหล่งเงินทุนให้พร้อม ในด้านผู้ลงทุนนั้น ตามกฎแล้วตั๋วบีอีที่ไม่ได้รับการจัดอันดับจะขายให้เฉพาะนักลงทุนที่มีความมั่งคั่งสูงคือ มีสินทรัพย์ไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาทหรือ มีรายได้ต่อปีไม่ต่ำกว่า 4 ล้านบาท หรือมีเงินลงทุนในหลักทรัพย์ไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท ดังนั้น ผลกระทบจะน้อยเพราะนักลงทุนเหล่านี้มีความมั่งคั่งสูง ปัญหาที่เกิดขึ้นจะเกิดขึ้นเฉพาะจุดไม่ลามไปทั้งระบบบลจ. หรือบริษัท
ทั้งนี้ การที่บลจ.บางแห่งเข้าไปลงทุนในตั๋วบีอีแล้วพบว่ามีปัญหานั้น ต้องตรวจดูด้วยว่านโยบายและกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนนั้นเป็นอย่างไร อย่างไรก็ตาม ขอเตือนบริษัทที่ออกตั๋วเงินระยะสั้นเพื่อนำเงินไปชำหนี้ระยะยาวและโรลโอเวอร์(ต่ออายุ) ตราสารหนี้ไปเรื่อยๆ จะมีความเสี่ยงสูงเมื่อระบบเศรษฐกิจหรืออุตสาหกรรมเกิดปัญหา
ทั้งนี้ จากการรวบรวมข้อมูลตั๋วบีอีคงค้างของบริษัทต่างๆ ทั้งในและนอกตลาดหลักทรัพย์โดยตัดสถาบันการเงินออกไป พบว่าสิ้นไตรมาส 3/2559 บริษัทเหล่านี้มีหนี้สินรวม 1.98 ล้านล้านบาท มียอดหนี้ตั๋วระยะสั้นคงค้าง 1.56 แสนล้านบาท เงินสด 1.85 แสนล้านบาท และมีส่วนของผู้ถือหุ้น 1.11 ล้านล้านบาท ซึ่งคิดเป็นอัตราหนี้สินต่อทุน(ดีอี) เฉลี่ย 1.78 เท่า บริษัทที่มีดีอีสูงที่สุดคือ 10.78 เท่า ซึ่งบริษัทนี้ต้องจับตาเป็นพิเศษ

