ผู้แทนการค้าไทย รับนโยบายนายกฯ เล็งเปิดกองทุนขับเคลื่อน ศก.สีเขียว เสริมแกร่งให้ธุรกิจไทย

ผู้แทนการค้าไทย รับนโยบายนายกฯ เล็งเปิดกองทุนขับเคลื่อน ศก.สีเขียว เสริมแกร่งให้ธุรกิจไทย พร้อมเร่งเจาะตลาดเป้าหมายการค้าการลงทุน 10 ประเทศเพิ่ม

เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ผู้แทนการค้าไทย เปิดเผยว่า จากกรณีที่นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีนโยบายที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียวนั้น ในฐานะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีและผู้แทนการค้าไทย ซึ่งลักษณะการทำงานก็คือ การเป็นเซลส์แมน ช่วยการประชาสัมพันธ์ประเทศ ให้เห็นถึงความพร้อมที่จะเปิดรับการลงทุนมากขึ้นและพร้อมที่จะขยายตลาดสินค้าส่งออกโดยในปี 2567 โดยล่าสุดได้หารือกับนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมตรี และได้เชิญทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) มาร่วมปรึกษาถึงแนวทางการจัดตั้งกองทุนเพื่อ Green Economy หรือ Green Investment โดยคาดว่าจะเกิดได้ในเดือน ก.พ.67

“ขณะนี้ก็ต้องมาดูกฎระเบียบข้อบังคับว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ โดยเรื่องนี้ทาง ก.ล.ต.ก็ช่วยดูแลอยู่ ซึ่งตอนนี้ธุรกิจไม่ว่าจะเป็นรายเล็ก หรือรายกลาง ต้องการเรื่องเงินทุน อาจจะเป็นธุรกิจที่ท่านทำอยู่แล้ว เช่น ธุรกิจโรงแรมและธุรกิจที่เชื่อมโยงการท่องเที่ยวที่ต้องเน้นดูแลสิ่งแวดล้อม ซึ่งต้องลงทุนบางธุรกิจอาจจะติดข้อจำกัดการกู้เงินจากสถาบันการเงิน กองทุนนี้ก็จะเข้ามาเป็นแหล่งเงินทุนเสริมเพื่อให้ธุรกิจเดินต่อไปได้ รวมไปถึงสินค้าเกษตรแปรรูป หรือพลังงานที่จะต้องปรับเป็นพลังงานสะอาด โดยทาง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้หารือกับกรมวิชาการและเชิญภาคเอกชนเข้ามาให้ความรู้ของการมีพลังงานสะอาดให้กับเกษตรกรประกอบด้วย” ดร.นฤมลกล่าว

ดร.นฤมลกล่าวว่า ทั้งนี้แนวทางดังกล่าวจะสอดรับกับทิศทางของโลกที่ประเทศต่างๆ ล้วนดำเนินนโยบาย green economy เช่นเดียวกัน โดยเมื่อวันที่ 21 พ.ย.ที่ผ่านมา คณะนักธุรกิจจากสภาธุรกิจสหรัฐ-อาเซียน 42 บริษัทได้เข้าพบนายกรัฐมนตรี และได้แลกเปลี่ยนมุมมองและข้อเสนอแนะร่วมกันถึงโครงการริเริ่มเศรษฐกิจสีเขียว และการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียน ทั้งด้านพลังงานทดแทน เทคโนโลยีไฮโดรเจน ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ และเทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน อย่างเช่น ภาคการเกษตรยังใช้การเผากันอยู่ ซึ่งไทยมีโอกาสที่จะหารือความร่วมมือเอาเทคโนโลยีของสหรัฐอเมริกามาช่วยลดการเผา หรือว่าการใช้วิธีอื่นเพื่อที่จะทำลายเอาไปใช้เป็นเรื่องพลังงานแทน เป็นต้น

Advertisement

สำหรับการลงทุนในประเทศไทยในปีที่ผ่านมา ประเทศจีนมีการลงทุนเยอะที่สุด รองลงมาก็จะเป็นประเทศญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกาเป็นอันดับที่ 3 แต่ถ้าเป็นจำนวนโครงการเยอะที่สุดเป็นประเทศญี่ปุ่น แต่ถ้าเป็นเรื่องของการค้านายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ก็พยายามเร่งขับเคลื่อนให้ตัวเลขเกินดุลการค้าซึ่งตัวเลขการส่งออกล่าสุดเป็นบวกติดต่อมา 3 เดือนแล้วโดยพบว่าสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้น 13% สินค้าในอุตสาหกรรมเพิ่ม 6% โดยในช่วงกลางเดือน ธ.ค.นี้ จะมีการเดินทางไปต้อนรับขบวนรถไฟขนส่งสินค้าเกษตร ซึ่งจะเดินทางจากไทยไปยังนครเฉิงตู ส่งต่อเข้าไป ยุโรป และรัสเซีย ตรงนี้จะเป็นโอกาสในการส่งสินค้าเกษตรในการขยายตลาดส่งออกของไทยได้เพิ่มขึ้น

ดร.นฤมลกล่าวว่า ในส่วนของการเปิดตลาดใหม่ในต่างประเทศ นายกฯได้รับฟังข้อคิดเห็นจากอุตสาหกรรมหอการค้าไทย รวมถึงหอการค้าสหรัฐอเมริกา และของญี่ปุ่น จึงได้ประเมินว่าจะต้องเปิดตลาดใหม่ในพื้นที่ประเทศซาอุดีอาระเบีย และประเทศที่มีศักยภาพอย่างอินเดีย ยูเออี และเกาหลีใต้ โดยท่านได้มอบนโยบายให้ทางกระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการที่จะไปเปิดตลาดใหม่

ทั้งนี้ ประเทศเป้าหมายหลักมี 10 ประเทศ ที่ไทยจะส่งเสริมการการค้า-การลงทุน แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้ ตลาดหลัก 5 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น เยอรมนี และฝรั่งเศส ตลาดที่มีศักยภาพ 3 ประเทศ: อินเดีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) และเกาหลีใต้ และตลาดศักยภาพใหม่ 2 ประเทศ:ซาอุดีอาระเบีย และแอฟริกาใต้ ส่วนตลาดอื่นๆ ที่เหลือ ก็ถือเป็นตลาดที่มีความสำคัญกับประเทศไทย เช่น สหภาพยุโรป (อียู) แอฟริกา และลาตินอเมริกา ซึ่งตลาดเหล่านี้ จะมีการส่งเสริมเป็นอันดับต่อไป

“ตลาดที่เรามีการค้าการลงทุนก็จะมี จีน สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น อันนี้คือ ตลาดหลัก ตลาดใหญ่ และก็ยังมีเกาหลีใต้ ที่เป็นตลาดเพิ่มเติม ถ้าเป็นตลาดหลักเดิม จะมี จีน สหรัฐ กับ ญี่ปุ่น แต่ถ้าทางยุโรปก็จะมีเยอรมนีกับฝรั่งเศส คือ 5 ตลาดเดิมที่เราพยายามรักษา และก็จะพยายามทำให้เติบโตมากขึ้น โดยนายกรัฐมนตรี อยากจะให้เราเปิดตลาดใหม่ก็คือ แอฟริกาใต้ และซาอุดีอาระเบีย ซึ่งจะเป็นตลาดมาแรงที่จะพร้อมรองรับสินค้าประเทศต่างๆ รวมถึงของไทย” ดร.นฤมลกล่าว

ส่วนในเรื่องของการทำข้อตกลงไม่ว่าจะเป็นทวิภาคี พหุภาคี ซึ่งมีอยู่แล้ว 17 ฉบับกับ 18 ประเทศ ท่านนายกฯต้องการให้เร่งดูเพื่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศมากที่สุด ซึ่งท่านปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จะเป็นประธานในการทำงานเพราะข้อตกลงทางการค้าจะเป็นสิ่งที่จะอำนวยความสะดวกสิทธิต่างๆ ภาษี และเงื่อนไขของศุลกากรที่จะทำให้เกิดความสะดวกมากยิ่งขึ้นสำหรับการส่งออก โดยเฉพาะความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ซึ่งเป็นความตกลงการค้าเสรี หรือ FTA ฉบับที่ 14 ของประเทศไทยและเป็น FTA ขนาดใหญ่ที่สุดในโลกซึ่งจะขยายโอกาสทางการค้าและการส่งออกให้ไทยมากขึ้น

“RCEP มีสมาชิก 15 ประเทศมีประชากร 2,222.8 ล้านคนคิดเป็น 30.1% ของประชากรโลก ไทยมีการส่งออกไป RCEP รวมปี 2565 ประมาณ 150,338.3 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่การนำเข้ามา 176,948.6 ล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้เรามองแนวทางที่จะให้เกิดการส่งออกให้มากขึ้น ดังนั้นในหน้าที่ของเซลส์ก็ต้องไปเสนอขาย อีกทีมหนึ่งก็ต้องไปคุยในเรื่องของข้อตกลงในการค้าระหว่างกัน สิ่งหนึ่งที่เราใช้ประโยชน์ได้มากก็คือ RCEP ที่มูลค่าเศรษฐกิจมหาศาล ตรงนี้ที่ทำให้ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติเข้ามาได้บ้าง“ ดร.นฤมลกล่าว

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image