‘อีอีซี’ เดินหน้าสางปัญหา ตั้งเป้าปี’67 ลุย 2 บิ๊กโปรเจ็กต์ ‘ไฮสปีด-เมืองการบิน’

11.12.23 | 10:29 น.

‘อีอีซี’ เดินหน้าสางปัญหา ตั้งเป้าปี’67 ลุยสร้าง 2 โครงการบิ๊กโปรเจ็กต์ ‘ไฮสปีด-เมืองการบิน’


เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะกรรมการเร่งรัดการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ครั้งที่ 1/2566 โดยมี นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุม เมื่อวันที่ 8 ธันวาคมที่ผ่านมา ที่ประชุมได้ติดตามความคืบหน้าและแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับโครงการลงทุน เพื่อให้เดินหน้าตามแผนงานกำหนดจะทยอยเริ่มงานก่อสร้างภายในปี 2567 โดยเฉพาะโครงการลงทุน 4 โครงสร้างพื้นฐานหลักของอีอีซี ประกอบด้วย โครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีดเทรน) เชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) ที่ประชุมมีมติให้เร่งรัดการส่งมอบพื้นที่ส่วนที่เหลือ ช่วงพญาไทถึงบางซื่อให้เสร็จภายในเดือนพฤษภาคม 2567 ส่วนพื้นที่อื่นมีความพร้อมสำหรับการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงและพื้นที่เชิงพาณิชย์ (transit oriented development : TOD) แล้ว

นายจุฬากล่าวว่า ปัจจุบันการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) อยู่ระหว่างเตรียมออกหนังสืออนุญาตเข้าพื้นที่ (เอ็นทีพี) ซึ่งในเงื่อนไขของการออกเอ็นทีพีระบุไว้ว่า เอกชนคู่สัญญาจะต้องได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุน (บีโอเอ) ส่งผลให้ขณะนี้สถานะดำเนินการจึงคงเหลือแต่รอให้เอกชนคู่สัญญาส่งเอกสารไปที่บีโอไอ เพื่อรับบัตรส่งเสริมการลงทุน เพื่อครบเงื่อนไขเริ่มต้นโครงการที่กำหนดในสัญญา ซึ่งกระทรวงคมนาคม โดย รฟท.จะเร่งรัดเอกชนคู่สัญญาให้แล้วเสร็จภายในเดือนมกราคม 2567

“ตอนนี้การรถไฟฯได้ใช้สิทธิในการขอพิจารณาออกหนังสือเอ็นทีพี เนื่องจากในเงื่อนไขการออกหนังสือระบุว่าทางเอกชนจะต้องได้รับบีโอไอก่อน แต่เนื่องจากปัจจุบันติดเพียงปัญหาเดียว ขณะนี้การรถไฟฯเตรียมพื้นที่พร้อมส่งมอบแล้ว เรื่องนี้จึงได้ยื่นไปยังสำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อพิจารณาเงื่อนไข หากตีความว่าสามารถส่งมอบพื้นที่ได้โดยไม่ต้องรอบีโอไอ ก็จะทำให้โครงการนี้เริ่มตอกเสาเข็มตามแผนในปี 2567” นายจุฬากล่าว

Advertisement

นายจุฬากล่าวอีกว่า ภายในเดือนธันวาคมนี้จะมีการหารือร่วมกับเอกชนคู่สัญญาไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน เพื่อเริ่มกระบวนการออกเอ็นทีพี เพราะนอกจากโครงการจะมีความล่าช้ามามากแล้ว คำขอรับบัตรส่งเสริมการลงทุนบีโอไอที่เอกชนดำเนินการไว้จะหมดอายุการออกบัตรในวันที่ 22 มกราคมนี้ ดังนั้น จึงมีกรอบกำหนดที่จำเป็นต้องเร่งรัด เพราะหากบัตรบีโอไอหมดอายุก็ต้องดำเนินการขอพิจารณาต่ออายุ ซึ่งอาจทำให้ต้องใช้เวลาในการพิจารณา

เลขาฯ สกพอ.กล่าวอีกว่า ขณะที่ปัญหาการพิจารณาแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนในโครงการไฮสปีดเทรนเชื่อม 3 สนามบิน ปัจจุบันผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) โดยในวันที่ 13 ธันวาคม จะมีการประชุมร่วมกับเอกชนคู่สัญญาเพื่อพิจารณารายละเอียดร่างสัญญาอีกครั้ง ก่อนจะเสนอไปยังอัยการสูงสุด หากพิจารณาเห็นชอบก็จะเสนอกลับมายัง กพอ.เพื่อนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติลงนามสัญญาใหม่ ทั้งนี้ การดำเนินงานของโครงการไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน จะทำงานคู่ขนานระหว่างการยื่นขอตีความจากอัยการสูงสุดในประเด็นส่งมอบพื้นที่ออกเอ็นทีพี โดยไม่ต้องรอเอกชนรับบัตรส่งเสริมบีโอไอ และดำเนินงานส่วนของการขอพิจารณาแก้ไขสัญญาร่วมทุนใหม่ ซึ่งงานก่อสร้างไม่จำเป็นต้องรอให้การแก้ไขสัญญาแล้วเสร็จ เพราะรายละเอียดของการแก้ไขสัญญา มีประเด็นสำคัญในการพิจารณาเรื่องถ้อยคำเหตุสุดวิสัย และการทำแนวท้ายสัญญาเรื่องแบ่งจ่ายค่าสิทธิบริหารแอร์พอร์ตเรลลิงก์

“หาก ครม.เห็นชอบให้แก้ไขสัญญา และมีการลงนามร่วมกับเอกชนแล้ว เอกชนจะต้องเริ่มจ่ายค่าสิทธิบริหารแอร์พอร์ตเรลลิงก์ที่เสนอขอผ่อนจ่ายรวม 7 งวด แบ่งเป็น งวดที่ 1-6 งวดละ 1,067.11 ล้านบาท และงวดที่ 7 จำนวน 5,328.47 ล้านบาท โดยเมื่อลงนามสัญญาแล้วเสร็จ เอกชนจะต้องจ่ายค่าสิทธิรวม 3 งวด ย้อนหลังของปี 2564-2566 ส่วนที่เหลืออีก 4 งวดจ่ายตามกำหนดสัญญาภายในวันที่ 24 ตุลาคมของแต่ละปี” เลขาฯ สกพอ.ระบุ

นายจุฬากล่าวอีกว่า ส่วนความคืบหน้าของโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ขณะนี้กองทัพเรือเตรียมประกาศจัดซื้อจัดจ้างงานก่อสร้างทางวิ่ง 2 และทางขับ ภายในกลางเดือนธันวาคมนี้ โดยที่ประชุมได้เร่งรัดให้ สกพอ. รฟท. เอกชนคู่สัญญาไฮสปีดเทรน และสนามบินอู่ตะเภา สรุปแผนการทำงานร่วมกันในส่วนของโครงสร้างร่วมบริเวณสนามบินอู่ตะเภา โดยให้ได้ข้อสรุปภายในเดือนธันวาคมนี้ และโครงการสนามบินอู่ตะเภาจะเริ่มก่อสร้างได้ภายในเดือนมกราคม 2567