หน้าแรก เศรษฐกิจ กสิกรไทย คาดด...

กสิกรไทย คาดดิจิทัลวอลเล็ต ดันจีดีพีปี‘67 โต 3.6% ชี้รัฐแก้หนี้สำเร็จหนุนจับจ่ายกระเตื้องขึ้น

12.12.23 | 16:50 น.

กสิกรไทย คาดดิจิทัลวอลเล็ต ดันจีดีพีปี‘67 โต 3.6% ชี้รัฐแก้หนี้สำเร็จหนุนจับจ่ายกระเตื้องขึ้น


เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยปี 2567 มีแนวโน้มขยายตัวที่ 3.1% จากภาครัฐบาลทั้งทางการลงทุนและการบริโกค และการส่งออกสินค้าที่คาดว่าขยายตัว 2% รวมถึงจำนวนนักท่องเที่ยวที่น่าจะเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 30.6 ล้านคน จาก 27.6 ล้านคนในปี 2566  และหากรวมกับมาตรการดิจิทัลวอลเล็ต ด้วยงบประมาณ 5 แสนล้านบาท จะส่งผลให้จีดีพีโตได้ 3.6% ส่วนประมาณการอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ระดับ 0.8% จากราคาน้ำมันที่มองว่าปีหน้าจะมีค่าเฉลี่ยที่ 72.5 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

นายบุรินทร์ กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2567 ยังมีความเสี่ยงสูงจากเศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอน โดยเฉพาะด้านการค้าและการส่งออกยังไม่ฟื้นตัวจะทำให้เศรษฐกิจยังไม่กลับมาดีขึ้น อย่างไรก็ตาม สิ่งที่รัฐบาลทำได้ดีคือการออกไปเจรจากับนักลงทุนต่างประเทศ เมื่อปี 2567 สามารถดึงนักลงทุนกลับเข้าไทยได้ก็จะเป็นผลบวกต่อเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ มาตรการรัฐบาลเรื่องการแก้หนี้ที่ช่วยกลุ่มข้าราชการ เช่น การคิดดอกเบี้ยอย่างเป็นธรรม ส่วนนี้จะกระตุ้นกำลังซื้อได้มากขึ้นจากจำนวนข้าราชการ 3 ล้านคน ขณะเดียวกัน มาตรการการแก้หนี้ภาพรวมถ้าทำได้ดีจะส่งผลเห็นชัดขึ้น แต่ถ้าผลจากมาตรการแก้หนี้ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย แล้วหนี้โตเพิ่มขึ้นปีละ 3% เรื่องนี้จะเป็นความเสี่ยงของประเทศไทยที่ต้องเฝ้าระวัง

Advertisement

“อย่างไรก็ตาม การประมาณการเศรษฐกิจแล้วไม่มีมาตรการดิจิทัลวอลเล็ต ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจจะต้องปรับประมาณการช่วงครึ่งหลังปี 2567 แต่ต้องรอผลจากมาตรการก่อน เพราะถ้าไม่ผ่านขั้นตอนรัฐสภา หรือด้านกฎหมาย จะมีการปรับตัวเลขใหม่ด้วย“นายบุรินทร์กล่าว

นายบุรินทร์ กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยปี 2566 มีแนวโน้มโตต่ำกว่าคาด โดยได้ปรับลดประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจลงมาอยู่ที่ 2.5% จาก 3.0% จากปัญหาเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเศรษฐกิจจีนยังชะลอตัวต่อเนื่อง ส่งผลกระทบกับจำนวนนักท่องเที่ยวปี 2566 จะเข้ามาเพียง 27.6 ล้านคน และถึงแม้ว่าการส่งออกสินค้าที่จะหดตัวน้อยกว่าที่เคยประเมินไว้ที่ติดลบ 1.3% จากติดลบ 2.5%

เนื่องจากอุปสงค์ในประเทศยังคงได้รับผลจากการท่องเที่ยวยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ รวมถึงภาคการผลิตชะลอต่อเนื่อง และหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง สะท้อนได้จากยอดขายรถยนต์ในประเทศที่ยังหดตัวหลายเดือนติดต่อกันและเงินเฟ้อพื้นฐานที่ปรับตัวต่ำกว่ากรอบเงินเฟ้อของ ธปท.และคาดว่า ธปท. ได้สิ้นสุดวัฎจักรดอกเบี้ยขาขึ้นไปแล้วที่ 2.5%

“เศรษฐกิจโลกยังชะลอตัวต่อเนื่อง ส่งผลกระทบกับการค้าโลก โดยเฉพาะเศรษฐกิจจีนและเยอรมนีพึ่งพาการส่งออกสูง อีกทั้งจีนเผชิญกับปัญหาอสังหาริมทรัพย์ ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) คาดว่าเศรษฐกิจยังขยายตัวได้ ส่งผลให้เฟดอาจคงดอกเบี้ยไว้ระดับสูงในปี 2567 ถึงแม้ตลาดการเงินมองว่าเฟดเริ่มลดดอกเบี้ยนโยบายได้ในช่วงครึ่งปีแรกของปีหน้า”นายบุรินทร์ กล่าว

นายบุรินทร์ กล่าวว่า ด้านอัตราเงินเฟ้อของไทยนั้นปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ในเดือนพฤศจิกายน -4.4% ซึ่งยังคงต่ำกว่าเป้าหมายของ ธปท. ที่ 1-3% ถือว่าลดลงค่อนข้างเร็วและแรงเมื่อเทียบกับช่วงสูงสุดที่ 8% ตรงนี้สะท้อนถึงภาวะเศรษฐกิจไทย และหากในปี 2567 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐที่คาดการณ์กันไว้อย่างดิจิทัลวอลเล็ตไม่มาก็อาจมีความเป็นไปได้ที่ ธปท.จะต้องใช้มาตรทางการเงินที่ต้องมีการพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเร็วกว่าเดิม คาดว่าอาจเป็นในครึ่งหลังปี 2567 เนื่องจากต้องดูตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญอื่นๆ ประกอบด้วย

ทั้งนี้ อัตราการเติบโตของไทยในปัจจุบันนั้นถือว่ายังโตต่ำกว่าศักยภาพ และโตค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค โดยจีดีพีไทยเติบโต 102% จากระดับศักยภาพที่ 115% เมื่อเทียบกับจีดีพีไทยช่วงก่อนโควิดฯเท่ากับ 100% ขณะที่จีดีพีอินเดียอยู่ที่ 122% จีน 218% และเวียดนาม 117% ดังนั้น ทางการควรหาแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ๆ เข้ามาช่วยผลักดันเศรษฐกิจให้สามารถเติบโตได้ยั่งยืนต่อไป