หน้าแรก เศรษฐกิจ เสียงสะท้อน ช...

เสียงสะท้อน ชงรื้อเกณฑ์ ‘เครดิตบูโร’

13.12.23 | 05:35 น.

เสียงสะท้อน


ชงรื้อเกณฑ์‘เครดิตบูโร’

พลันที่สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย โดย แสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานสมาพันธ์ เสนอแนวคิด อยากให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาหลังจากที่ลูกหนี้สามารถปลดหนี้แล้ว ให้แก้ไขประวัติไม่ต้องติดแบล๊กลิสต์ ของบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) หรือเครดิตบูโร เพราะเมื่อผู้ประกอบการหมดหนี้เก่า อาจต้องการขอสินเชื่อใหม่ เพื่อนำเงินใช้ฟื้นฟูธุรกิจหรือขยายธุรกิจ

โดยปัจจุบันเมื่อลูกหนี้มีประวัติผิดนัดชำระหนี้กับองค์กรที่เป็นสมาชิกข้อมูลศูนย์ข้อมูลเครดิต ข้อมูลจะปรากฏในรายงานข้อมูลเครดิต ถ้าชำระหนี้เก่าที่ค้างครบแล้วหรือปิดหนี้แล้ว และไม่ได้มีการค้างชำระอีก ผ่านไป 3 ปี หรือ 36 เดือน ประวัติค้างชำระจึงจะหายไป จึงอยากให้เร่งแก้กฎเกณฑ์นี้ เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการนั้น

Advertisement

แนวคิดนี้มีเสียงสะท้อนจากคนในกระทรวงการคลังว่า การแก้ไขบัญชีดำ (แบล๊กลิสต์) ของบริษัทเครดิตบูโร อาจเป็นเรื่องที่ต้องมีการแก้ไขในกฎหมายของบริษัท เครดิตบูโร และต้องใช้เวลา กระทรวงการคลังจึงมีแนวทางอื่นๆ เพื่อป้องกันการไหลไปสู่การติดแบล๊กลิสต์ทางเครดิตแทน

กฤษฎา จีนะวิจารณะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เผยว่า หนึ่งในมาตรการการแก้ไขปัญหาหนี้สินของทางกระทรวงการคลัง คือ เข้าไปช่วยเหลือลูกหนี้ที่เป็นหนี้เสียจากสินเชื่อฉุกเฉินโควิด

โดยการจัดสรรงบประมาณเพื่อเข้าไปชำระหนี้ให้แก่ลูกหนี้ดังกล่าว คาดว่าจะใช้งบประมาณจำนวน 7 พันล้านบาท

ทั้งนี้ งบประมาณที่จะนำมาจัดสรรดังกล่าวนั้น จะเป็นงบประมาณเดิมที่รัฐบาลชุดก่อนได้เคยอนุมัติไว้แล้ว โดยกรอบวงเงินที่ปล่อยสินเชื่อรวม 4 หมื่นล้านบาท จากธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร แห่งละ 2 หมื่น

ล้านบาท รัฐบาลจะเข้าไปรับภาระกรณีที่เป็นหนี้เสียจำนวน 50% หรือคิดเป็นเงินประมาณ 2 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ดี หนี้เสียที่เกิดจากโครงการนี้อยู่ที่ประมาณ 30% หรือคิดเป็นวงเงิน 7 พันล้านบาทเท่านั้น
ดังนั้น วงเงินที่จะเข้าไปช่วยเหลือดังกล่าวจะไม่ใช่งบประมาณใหม่

“สำหรับลูกหนี้เอสเอ็มอีที่เป็นหนี้เสียนั้น กระทรวงการคลังจะช่วยเหลือผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ โดยลูกหนี้จะต้องถูกจัดเข้าไปอยู่ในบรรษัทบริหารสินทรัพย์ที่จะมีการจัดตั้งขึ้นใหม่เพื่อให้การปรับโครงสร้างหนี้สะดวกและรวดเร็วขึ้น คาดว่า ลูกหนี้กลุ่มนี้จะมีอยู่ประมาณ 1 แสนราย ทั้งนี้ ลูกหนี้รายย่อยโควิดและเอสเอ็มอีที่เป็นหนี้เสียนั้น ถูกจัดอยู่ในรหัส 21 ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจัดกลุ่มไว้ เมื่อได้รับการช่วยเหลือ จะทำให้ลูกหนี้กลุ่มนี้พ้นจากการติดอยู่ในเครดิตบูโร” กฤษฎาระบุ

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ นายกฤษฎาได้สั่งการให้ธนาคารออมสินรับผิดชอบโครงการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนของรัฐบาล ด้วยการจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) เพื่อบริหารหนี้เสียภาคครัวเรือน ซึ่งจะนำหนี้เสียที่อยู่ในสถาบันการเงินของรัฐ มาอยู่ภายใต้การบริหารของ AMC และในอนาคตหากธนาคารพาณิชย์เอกชนต้องการนำหนี้เสียของตนเองมาให้ AMC บริหารก็สามารถทำได้ ทั้งนี้ ธนาคารออมสินต้องกำหนดรายการเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ของหนี้ภาคครัวเรือน เพื่อให้สะดวกแก่การปรับปรุงโครงสร้างหนี้

การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ครัวเรือนจะเป็นผลดีต่อสถาบันการเงินเจ้าหนี้ เพราะหนี้ที่เป็นหนี้เสีย สถาบันการเงินได้สำรองเต็ม 100% ไปแล้ว หากปรับปรุงโครงสร้างหนี้เหล่านี้ได้ และได้รับการชำระหนี้กลับคืนมาจะเป็นกำไรของสถาบันการเงินเท่านั้น เชื่อว่าธนาคารพาณิชย์เอกชน จะให้ความร่วมมือในโครงการนี้ด้วย

ในส่วนของธนาคารออมสิน ได้ขานรับนโยบายของการตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ช่วยเหลือลูกหนี้เสีย เพื่อลดปัญหาหนี้ครัวเรือนนั้น โดยในระยะแรก จะนำร่องช่วยเหลือลูกหนี้ของธนาคารออมสินก่อน และจากนั้นจะขยายไปยังการรับบริหารหนี้แบงก์รัฐอื่น

สำหรับนโยบายการรวมหนี้ เพื่อให้ธนาคารเข้ามาบริหารนั้น จะมีประโยชน์กับลูกหนี้รายย่อย โดยเฉพาะพ่อค้าแม่ค้า เมื่อพลาดพลั้งเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ไม่สามารถปรับโครงสร้างหนี้ได้ ซึ่งในความคล่องตัวของสถาบันการเงินในการปรับโครงสร้างหนี้มีข้อจำกัด และสถาบันการเงินของรัฐเองก็มีข้อจำกัดในการขายหนี้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม กรณีที่เป็นหนี้เสีย ลูกหนี้จะโดนสถาบันการเงินนำส่งข้อมูลให้บริษัทเครดิต 5 ปี และค้างในระบบของแบงก์อีก 3 ปี รวมเป็นนานถึง 8 ปี แต่หากมีการบริหารจัดการหนี้ด้วยหลักการ AMC จะช่วยลดหนี้ได้รวดเร็วขึ้น ทั้งนี้ ในการดำเนินการด้วยแนวทางดังกล่าว ไม่ขัดต่อกฎหมาย แต่มีกระบวนการร่วมดำเนินการ และจะมีขั้นตอนในการจัดตั้งด้วย

ขณะที่ กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ข้อมูลจาก บริษัท เครดิตบูโร โดยปกติข้อมูลที่ถูกเก็บจะเป็นพฤติกรรมจากการชำระหนี้ของลูกหนี้ ซึ่งไม่มีการระบุว่าลูกหนี้ใดๆ จะไม่มีการถูกเรียกเป็นกลุ่มหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) เพราะข้อมูลที่บันทึกจะเป็นเพียงข้อมูลพฤติกรรมการชำระหนี้ของลูกหนี้เพียงเท่านั้น ดังนั้น การที่จะระบุว่าลูกหนี้นั้นเป็นหนี้เสีย หรือไม่ใช่หนี้เสียนั้น เครดิตบูโรจะดูว่าหนี้แต่ละก้อนมีการผิดชำระเกิน 90 วันหรือไม่ เป็นไปตามแนวทางปกติ

โดยในอดีตจะใช้ข้อมูลนี้เป็นบรรทัดฐานของสถาบันการเงิน แต่ปัจจุบันอาจจะปรับเปลี่ยนได้ เพราะสถาบันการเงินจะใช้ข้อมูลอื่นๆ นำมาพิจารณาการให้สินเชื่อใหม่ เช่น หลักฐานทางการเงิน พฤติกรรมการใช้จ่าย รวมถึงการชำระคืนหนี้ เป็นต้น

ขณะเดียวกัน หากลูกหนี้มีการคืนหนี้ หรือมีประวัติการชำระหนี้ที่ดี ข้อมูลที่ถูกระบุในเครดิตบูโรจะปรับเปลี่ยนไปตามพฤติกรรมของลูกหนี้จริง เช่น ดูข้อมูลแล้วมีการชำระหนี้หมดแล้วจริง สถานะของลูกหนี้
จะเปลี่ยนไปเป็นลูกหนี้ปกติ หรือไม่มีหนี้คงค้าง โดยข้อมูลที่ถูกระบุในเครดิตบูโร จะไม่ถูกลบออกไป เนื่องจากมาตรฐานที่มีการดำเนินการเป็นระบบนี้นั้น เป็นเรื่องที่ใช้กันในระดับสากลที่หลายประเทศดำเนินการ ซึ่งบางประเทศมีการบันทึกข้อมูลลูกหนี้ยาวนานกว่า 3 ปีที่ไทยใช้

ซึ่งบางประเทศมีการเก็บข้อมูลลูกหนี้ถึง 5 ปี นอกจากนี้ เรื่องการให้สินเชื่อใหม่ก็ไม่ได้ถูกกำหนดโดยข้อมูลของเครดิตบูโร แต่สถาบันการเงินจะนำข้อมูลดังกล่าวมาพิจารณาประกอบกับความสามารถของผู้ขอสินเชื่อว่าจะสามารถรับสินเชื่อและบริการความเสี่ยงได้อย่างไร และสินเชื่อและดอกเบี้ยเหมาะสมกับความสามารถการชำระหนี้คืนหรือไม่ เรื่องการปล่อยสินเชื่อยังมีการดำเนินการปกติ

ถ้าธุรกิจที่มีการชำระหนี้คืนหมดแล้ว และมีความต้องการใช้เงินนำไปหมุนเวียน เพื่อผลักดันให้ธุรกิจไปต่อ แต่ต้องการขอสินเชื่อใหม่ก็สามารถทำได้ ถ้ามีการเจรจากับสถาบันการเงินเพื่อขอสินเชื่อใหม่ได้ตามปกติ โดยที่ข้อมูลของลูกหนี้จะถูกบันทึกไว้เช่นเดิม ดังนั้น จึงไม่เรียกว่าถูกแบล๊กลิสต์ จนทำให้ไม่สามารถขอสินเชื่อใหม่ได้ เรื่องนี้

อาจต้องเจรจากับสถาบันการเงินเป็นผู้พิจารณาเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม ลูกหนี้ที่เข้าข่ายจะเรียกว่าติดปัญหาของเครดิตบูโร คือลูกหนี้ที่ผิดนัดชำระหนี้และหายจากการชำระหนี้ หรือเรียกว่าหนีหนี้ กลุ่มนี้เป็นพฤติกรรมที่ไม่ควรทำ เพราะจะทำให้ลูกหนี้เองเสียเครดิตต่อการกู้สินเชื่อใหม่

ดังนั้น กลุ่มนี้จึงเรียกว่าเป็นกลุ่มที่มีปัญหาต่อการใช้หนี้ เพราะเชื่อว่ากลุ่มนี้น่าจะมีหนี้หลายก้อนและมีภาระมากจนทำให้มีพฤติกรรมผิดนัดชำระหนี้

ทั้งนี้ การจะเรียกว่าให้ปฏิรูปเครดิตบูโรคงยังทำไม่ได้ เพราะข้อมูลเป็นเพียงพฤติกรรมการชำระหนี้ของลูกหนี้ และสถาบันการเงินได้นำข้อมูลดังกล่าวมาประกอบการพิจารณาเพื่อให้สินเชื่อใหม่ อีกทั้งในระดับสากลมีการใช้มาตรฐานนี้ในการให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้ และมีการกำหนดใช้เช่นเดียวกัน

ดังนั้น ข้อมูลเครดิตบูโรยังมีความจำเป็นตในการนำมาใช้เป็นข้อมูลประกอบการให้สินเชื่อ