รฟท. เปิดโต๊ะหารือร่วม ‘ซีพี-อีอีซี’ จ่อส่งสรุปแก้สัญญาไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน ต่ออัยการสูงสุด ม.ค.67 คาดลงนามสัญญา พ.ค.67
เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยภายหลังการประชุมเจรจาหลักการเพื่อการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนโครงการรถฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน ครั้งที่ 5/2566 (ครั้งที่ 14) โดยมี นายนิรุฒ มณีพันธ์ ผู้ว่าการ รฟท. ว่า การประชุมในครั้งนี้ เป็นการหารือร่วมกันทั้ง 3 ฝ่าย ประกอบด้วย รฟท., สำนักงานคณะกรรมการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรืออีอีซี และบริษัทเอเชีย เอราวัน จำกัด (ซีพี) ในการแก้ไขสัญญาโครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีด) เชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) เบื้องต้นที่ประชุมได้ข้อสรุปการแก้ไขสัญญาในหลักการตามมติ กพอ.และจะมีการสรุปรายละเอียดเพื่อรายงานต่อคณะกรรมการ (บอร์ด) รฟท.และสำนักอัยการสูงสุดพิจารณาภายในเดือนมกราคม 2567
นายอนันต์ กล่าวว่า ทั้งนี้ คาดว่ากระบวนการต่างๆ จะใช้เวลาพิจารณา 30 วัน ก่อนนำกลับมาที่ สกพอ. ก่อนจะเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เบื้องต้นจึงคาดว่าจะลงนามแก้ไขสัญญาภายในเดือนพฤษภาคม 2567 โดยหากมีการลงนามแก้ไขร่างสัญญาแล้วเสร็จ ทางเอกชนจะต้องชำระค่าสิทธิบริหารแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ จำนวน 3 งวดย้อนหลัง วงเงินประมาณ 3,000 ล้านบาท
นายอนันต์ กล่าวอีกว่า สำหรับรายละเอียดของการแก้ไขสัญญาโครงการฯ ในครั้งนี้ จะสอดคล้องกับมติของกพอ. ประกอบด้วย 3 เรื่อง 1.การชำระค่าสิทธิแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ในการผ่อนชำระ 7 งวด จากกรณีที่เอกชนได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 2.แนบท้ายสัญญาที่มีเงื่อนไขหากเกิดเหตุสุดวิสัยในอนาคต สามารถเจรจากับเอกชนได้ และ 3.การก่อสร้างโครงสร้างทางร่วมช่วงบางซื่อ-ดอนเมือง
“การประชุมในครั้งนี้ได้ข้อสรุปร่วมกันเรื่องแก้ไขสัญญาในประเด็นสำคัญเรื่องการทยอยจ่ายสิทธิบริหารแอร์ พอร์ต เรล ลิงก์ และการจัดทำแนบท้ายสัญญากรณีเกิดเหตุสุดวิสัยในอนาคต ส่วนประเด็นก่อสร้างทางร่วมช่วงบางซื่อ-ดอนเมือง ยังไม่ได้ข้อสรุป แต่ไม่ได้เป็นเงื่อนไขของการพิจารณาแก้ไขร่างสัญญา ดังนั้นเรื่องนี้ยังมีเวลาที่จะเจรจาร่วมกัน แต่เบื้องต้นคาดว่าจะเจรจาจบ ในเดือนมกราคม 2567” นายอนันต์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม การก่อสร้างโครงสร้างร่วมตามมติ กพอ.มีแนวทางการ คือ 1.รฟท.ต้องเจรจากับเอกชนเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง โดยต้องก่อสร้างให้สอดคล้องกับทางมาตรฐานจีนที่รองรับโครงการรถไฟความเร็วสูงด้วย และ 2.หากเอกชนไม่ยอมก่อสร้างทาง รฟท.ต้องเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างแทน โดย รฟท.อยากให้ระยะเวลาดำเนินการกระชับที่สุด เพราะไม่อยากให้กระทบต่อการก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีด) ไทย-จีน ทั้งนี้ความเป็นไปได้มากที่สุด คือ เอกชนคู่สัญญาควรเป็นผู้ก่อสร้าง ซึ่ง รฟท.อยู่ระหว่างคำนวณระยะเวลาดำเนินการให้เหมาะสม
นอกจากนี้ ในประเด็นที่เอกชนยังไม่ได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอนั้น เรื่องนี้เป็นขั้นตอนในการยื่นบัตรส่งเสริม โดยต้องกรอกรายละเอียดของการลงทุนของสัญญา ซึ่งเอกชนมองว่าการแก้ไขร่างสัญญาอาจจะมีผลด้านการเงิน อาทิ ในกรณีที่เอกชนเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างโครงสร้างทางร่วมอาจจะต้องใช้งบประมาณเพิ่มเติม ปัจจุบัน รฟท.จึงอยู่ระหว่างหารือต่อสำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อขอออกหนังสือแจ้งให้เริ่มงาน (เอ็นทีพี) โดยไม่ต้องรอบัตรส่งเสริมด้านการลงทุน
“ขณะนี้ รฟท.มีความพร้อมที่จะส่งมอบพื้นที่ช่วงสุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา แก่เอกชนครบ 100% ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2564 แล้ว รวมทั้งการส่งมอบพื้นที่โครงการฯ และการส่งมอบพื้นที่เพื่อสนับสนุนบริการของโครงการฯ (ทีโอดีมักกะสัน) ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการเพิกถอนลำรางสาธารณะ คาดว่าจะออกหนังสือแจ้งให้เริ่มงานได้เร็วๆ นี้ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาจากบีโอไอด้วย โดยเอกชนมีสิทธิขอยื่นบัตรส่งเสริมด้านการลงทุนต่อบีโอไอได้ 3 ครั้ง ขณะนี้เอกชนได้ยื่นไปแล้ว 2 ครั้ง ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 22 มกราคม 2567” นายอนันต์ กล่าว

