หน้าแรก เศรษฐกิจ แบงก์ชาติ คาด...

แบงก์ชาติ คาดจีดีพีไทยขยายตัวราว 3% แนะรัฐวางแผนระยะยาวหนุนเศรษฐกิจ

16.12.23 | 19:28 น.

แบงก์ชาติ คาดจีดีพีไทยขยายตัวราว 3% แนะรัฐวางแผนระยะยาวหนุนเศรษฐกิจ


นายปิติ ดิษยทัต ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า จากการประเมินอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2567 อยู่ที่ 3.2% กรณีไม่รวมมาตรการดิจิทัลวอลเลต แต่ถ้ารวมมาตรการดังกล่าวส่งผลให้จีดีพีขยายตัวที่ 3.8% ซึ่งการขยายตัว 3.2% ถือเป็นการตัวเลขที่ยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้ประเมินเรื่องมาตรการดิจิทัลวอลเลตว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่ หรือมีความล่าช้า แต่ในส่วนของนโยบายการเงินยังเหมาะสมภายใต้อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 2.50% ต่อปี เป็นอัตราที่สามารถรองรับเสถียรภาพเศรษฐกิจโดยรวมได้

ขณะเดียวกัน ศักยภาพของเศรษฐกิจไทยขยายตัวราว 3% ถ้ามองการเติบโตในระยะยาวมี 2 เรื่องพื้นฐานที่ต้องทำ คือ 1.ความสามารถและทักษะ การเรียนรู้ทักษะการพัฒนา การลงทุนในด้านการศึกษานวัตกรรมที่ขับเคลื่อนโดยมนุษย์เป็นหลัก และ 2.บรรยากาศสภาพแวดล้อม คือ กฎเกณฑ์กติกาภายในประเทศเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องเอื้อต่อเศรษฐกิจให้มีการขยายตัว

โดยเฉพาะระบบโลจิสติกส์ เพราะประเทศไทยมีที่ตั้งสามารถเป็นศูนย์กลางของอาเซียนได้ ขณะนี้ก็มีการผ่องถ่ายอำนาจและกระบวนการผลิตที่จะเข้ามาในเอเชียมากขึ้น เพราะไทยมีศักยภาพค่อนข้างสูง จึงเห็นด้วยที่ประเทศไทยจะมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น มีการสร้างรถไฟความเร็วสูง 2 เส้น จะสามารถลดทอนต้นทุนการขนย้ายสินค้าได้มากขึ้น

Advertisement

“อย่างไรก็ตาม รัฐบาลคงต้องศึกษาให้ดีว่าการสร้างโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวจะคุ้มต่อการลงทุนหรือไม่” นายปิติ กล่าว

นายปิติ กล่าวว่า หากเทียบศักยภาพหรือช่องว่างในการดำเนินนโยบายการเงิน และนโยบายการคลัง ทั้ง 2 นโยบายมีความสามารถเฉพาะในแต่ละเครื่องมือ โดยนโยบายการเงินจะดำเนินการระบบภาวะการเงินโดยรวมของประเทศ และมีผลกระทบต่อทุกภาคส่วน เพราะผลต่อภาคเอกชน โดยนักลงทุนจะคำนึงถึงการลงทุนในอนาคตในด้านต้นทุนการกู้ยืม แต่ที่ผ่านมาในหลายประเทศได้ใช้อัตราดอกเบี้ยต่ำมาเป็นเวลานาน ทำให้หนี้ภาคเอกชนและสาธารณสูงขึ้น

ดังนั้น ต้องชั่งน้ำหนักให้ดีว่าเศรษฐกิจมีความจำเป็นต้องกระตุ้นด้วยหนี้เพิ่มขึ้นหรือไม่ ต้องขึ้นอยู่กับบริบทของเศรษฐกิจประเทศที่ฟื้นตัว ขณะนี้ความจำเป็นน้อยลง จึงมองว่าอัตราดอกเบี้ย 2.50% ต่อปี อยู่ในระดับเหมาะสมและมีขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงิน (policy space) สามารถรองรับความเสี่ยงได้

ขณะที่นโยบายการคลังก็มีผลต่อเศรษฐกิจมาก เพราะเม็ดเงินหมุนในบางพื้นที่มีความสามารถพิเศษที่เฉพาะเจาะจงได้และเลือกกลุ่มที่มีปัญหาเฉพาะได้ ซึ่งช่วงวิกฤตโควิดเห็นชัดว่านโยบายทางการคลังเป็นพระเอก เพราะปัญหาโควิดมีการกระจายตัวแตกต่างกันระหว่างกลุ่ม จึงต้องอาศัยเครื่องมือนโยบายการคลังเข้ามาช่วย ประเทศไทยก็ใช้นโยบายการคลังถึง 9% ต่อจีดีพี แต่ยังไม่สูงเท่าต่างประเทศที่ใช้ 10.15% ต่อจีดีพี ดังนั้น นโยบายการเงินและการคลังมีทั้งข้อดีและเสียแตกต่างกัน ซึ่งปีนี้จะเห็นการกระตุ้นน้อยกว่าปีก่อน ถือเป็นสิ่งเหมาะสมแล้ว ส่วนจะมีนโยบายเข้ามาช่วยเฉพาะจุดก็เห็นสมควรให้มีได้

“สำหรับดิจิทัลวอลเลตอาจจะเพิ่มภาระทางการคลังได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังอยู่ภายใต้เพดานที่กำหนดไว้ หากมองไปในระยะยาว ถ้ามีการออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กู้เงิน 5 แสนล้านบาท เพื่อใช้ในมาตรการนี้จริง มองว่าภาคการคลังจะยังมีเสถียรภาพอยู่ หากเศรษฐกิจไทยยังสามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องตามที่ประมาณการไว้ ดังนั้น เชื่อว่าดิจิทัลวอลเลตจะไม่เป็นตัวที่ทำให้ประเทศต้องถูกปรับลดเครดิตเรทติ้งแต่อย่างใด”นายปิติกล่าว