สถานบริการกลางคืน 95%โอดไม่ได้รับอานิสงส์ปิดตี4 วอนปลดล็อก3เรื่อง เตือนภัยสูตร’เหล้าผสมกระท่อม’ระบาดในเด็ก-ผู้ใช้แรงงาน
นายธนากร คุปตจิตต์ ที่ปรึกษาสมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย กล่าวกับ มติชน ถึงกรณีหลังจากรัฐบาลให้ขยายเวลาการปิดของสถานบริการกลางคืน ถึงเวลา 04.00 น.(ตีสี่) ใน 5 จังหวัด กรุงเทพฯ ภูเก็ต ชลบุรี เชียงใหม่ และ อ.เกาะสมุย สุราษฎร์ธานี เริ่มวันที่ 15 ธันวาคมที่ผ่านมา นั้น ได้รับเสียงสะท้อนจากเครือข่ายกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจสถานบริการกลางคืน ว่า เวลาเปิดปิดของสถานบริการ ตามกฎกระทรวงมหาดไทย (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2566 ยังไม่สอดคล้องกับสถานการณ์และความเป็นจริงของการประกอบธุรกิจสถานบริการกลางคืน ซึ่งมี 3 ประเด็นหลักที่ต้องทบทวนและแก้ไขให้สอดคล้องกับสถานการณ์และขับเคลื่อนฟื้นฟูเศรษฐกิจ ผ่านการท่องเที่ยวภาคกลางคืน โดยผู้ประกอบการอยากให้เร่งดำเนินการ ก่อนเดือนมีนาคม 2567 ที่รัฐบาลกำหนดว่าจะการทบทวนผลจากให้ขยายเวลาเปิดสถานบริการกลางคืนถึงตีสี่
นายธนากรกล่าวต่อว่า ประเด็นแรก ตามกฎหมายได้อนุญาตสถานบริการให้เปิดถึงตีสี่ได้ เฉพาะสถานบริการที่อยู่ในสถานที่ตั้งโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม และสถานบริการตามความหมายของกฎหมายว่าด้วยสถานบริการตามมาตรา 3 (1) ถึง (5) เท่านั้น แต่โดยข้อเท็จจริงสถานบริการที่ดำเนินธุรกิจกลางคืนที่มีอยู่นี้ ยังรวมถึงสถานประกอบการที่เปิดให้บริการคล้ายสถานบริการซึ่งมีจำนวนมากประมาณกว่าร้อยละ 90 ของสถานบันเทิงทั้งหมด และดำเนินธุรกิจเป็นสถานบันเทิงอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ได้รับอนุญาตจากฝ่ายปกครองหรือตำรวจท้องที่ รวมถึงกับการขอมีใบอนุญาตขายสุราอย่างถูกต้อง แต่ไม่ได้มีใบอนุญาตเป็นสถานบริการตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการ กลุ่มนี้ได้รับสิทธิให้เปิดให้บริการได้ถึงตีสี่มีจำนวนไม่มาก ที่จะสามารถสร้างรายได้หรือก่อให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนภาคกลางคืนได้ตามเป้าหมายของรัฐบาล
“ได้สิทธิตามกฎกระทรวง (ฉบับ 3) กับการเปิดถึงตีสี่ จึงมีไม่ถึง 5% ขณะที่สถานประกอบการที่เปิดให้บริการคล้ายสถานบริการ แต่ไม่มีใบอนุญาต ยังต้องปิดไม่เกิน 24.00 น.(เที่ยงคืน) แม้รัฐจะบอกว่าให้ผู้ดื่มนั่งได้ถึงตีสี่แต่ขายเหล้าไม่ได้นั้น ในโลกความเป็นจริงจะมีกี่ร้านทำกัน เพราะการเปิดเลยเวลาแต่ขายเหล้าหรือเครื่องดื่มไม่ได้แล้วกลายเป็นภาระและต้นทุน ทั้งค่าไฟ ค่าแรงงานพนักงาน เพราะสถานบริการกลางคืนรายได้หลักคืออาหารและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ดังนั้น ผู้ประกอบการที่เหลือ 95% อยากให้รัฐบาลขยายเวลาเปิดเป็น 02.00 น.(ตีสอง) พร้อมกับเร่งพิจารณาให้ใบอนุญาตเพิ่มเติมกับผู้ประกอบการที่ต้องการขยายเป็นสถานบริการตามกฎหมาย อีกทั้งลดเรื่องการถูกเรียกเก็บเงินใต้โต๊ะ” นายธนากรกล่าว
นายธนากรกล่าวต่อว่า ประเด็นที่ 2 คือ เขตพื้นที่ที่กำหนดเป็นเขตโซนนิ่งสถานบริการเดิม มีความล้าสมัยไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ยกตัวอย่างในกรุงเทพฯ อาทิ ถนนข้าวสาร ทองหล่อ ถนนเลียบทางด่วนรามอินทรา ซึ่งล้วนแต่มีสถานประกอบการที่เปิดให้บริการคล้ายสถานบริการอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ไม่ได้อยู่ในเขตพื้นที่โซนนิ่งสถานบริการตามกฎกระทรวงหรือกฎของกรุงเทพมหานคร รวมถึงเขตพื้นที่โซนนิ่งสถานบริการเดิมในแต่ละจังหวัดที่ประกาศกำหนดไว้ก็ใช้มานานกว่า 20 ปีแล้ว ไม่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ทั้งด้านภูมิศาสตร์และผังเมือง ที่เกิดชุมชนหมู่บ้าน อาคารพาณิชย์ เข้ามาอยู่ในพื้นที่โซนนิ่งสถานบริการ ดังนั้น เครือข่ายผู้ประกอบการฯ ขอให้รัฐบาลหยิบขึ้นเป็นเรื่องด่วนที่ให้ทุกจังหวัดทำการสำรวจและทบทวนโซนนิ่งให้เป็นแหล่งสถานบันเทิงที่เปิดบริการหรือจำหน่ายได้ตามกฎระเบียบ อีกทั้งเสนอผลักดันมาตลอดเกี่ยวกับ Ease of Doing Business ที่เป็นอุปสรรคจากการทำงานของภาครัฐ จึงทำให้ภาครัฐมีการทบทวนเกี่ยวกับเรื่องการพิจารณาใบอนุญาตต่างๆ โดยมีการทบทวนยกเลิกเพิกถอนและปรับปรุงในรูปแบบกิโยติน
“กลุ่มผู้ประกอบการสถานบันเทิงหลายจังหวัดตื่นตัวกับเรื่องนี้ อยากให้รัฐสำรวจและยกระดับเป็นโซนนิ่งเพื่อประกอบการสถานบันเทิงได้ถูกต้อง ยึดหลักเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวและไม่ใช่แหล่งที่พักอาศัยเป็นหลัก ที่ได้พูดคุย เช่น พื้นที่แปดริ้ว จ.ฉะเชิงเทรา ไนท์บาซาร์ จ.เชียงใหม่ อ.เมือง จ.ลำปาง หรือใน กทม.เอง โซนนิ่งก็มีแค่ 3 จุด ทั้งที่หลายพื้นที่มีสถานบันเทิงเปิดกันเต็มไปหมด และร้านค้าส่วนใหญ่ก็ค้าขายสินค้าเพื่อธุรกิจสถานบริการ ยังมีประโยชน์ทางอ้อม จะทำให้ผู้ประกอบการตื่นตัวและรับผิดชอบมากขึ้น พร้อมทั้งเกิดวินัยทางอ้อมต่อผู้ประกอบการและผู้บริโภค เป็นการสร้างวินัย” นายธนากรกล่าว
นายธนากรกล่าวอีกว่า ประเด็นที่ 3 คือจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติไม่ได้เข้ามาในประเทศไทยตามเป้าหมายที่คาดหวัง ดังนั้น รัฐบาลควรจะต้องพิจารณาทบทวนการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศควบคู่กันไปด้วย เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจและการสร้างงาน ทั้งนี้ ประเด็นที่มีกลุ่มสมาคมต่างๆ และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการร่วมมือการฟื้นฟูเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวเคยเสนอเรื่องการทบทวนยกเลิกการห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ช่วงเวลา 14.00-17.00 น. เพื่อผ่อนคลายอุปสรรคของการดำเนินธุรกิจของกลุ่มอาหารเครื่องดื่มและธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้องที่ได้รับผลกระทบ เช่น โรงแรม ร้านอาหารภัตตาคาร ร้านค้าปลีก เป็นต้น ก็ควรได้รับการพิจารณาไปด้วย อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการเห็นพ้องกับการควบคุมการขายให้กับบุคคลอายุต่ำกว่า 20 ปีอย่างเข้มข้นและจริงจัง หรือถอดใบอนุญาตหากกระทำผิดกฎหมาย เช่น การปล่อยให้เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปีเข้าไปสถานบริการ หรือขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้กับบุคคลอายุต่ำกว่า 20 ปี ป้องกันเรื่องยาเสพติดและอาวุธที่จะแอบลักลอบนำเข้ามาในสถานบริการ สร้างวิธีคิดความร่วมมือสนับสนุนการป้องกันเกิดอุบัติเหตุทางถนนของผู้มาใช้บริการ
“การขยายเวลาเปิดถึงตีสี่ในหลักการเป็นเรื่องที่ดีที่จะช่วยเติมกำลังใช้จ่าย และสร้างรายได้กับแรงงานอาชีพกลางคืนให้ฟื้นตัวอีกครั้งแล้ว ในระยะยาวจากมาตรการที่เพิ่มเติมจะช่วยจัดระเบียบสถานบริการให้เข้าระบบถูกต้อง ผู้ประกอบการได้ปรับตัวที่ตระหนักถึงความปลอดภัยผู้บริโภคมาก่อน และประชาชนเคยชินกับความระมัดระวังเมื่อเมาแล้วจะมีขั้นตอนดูแลตามที่ได้กำหนดไว้ หลายเรื่องที่ยังไม่ตอบโจทย์การเปิดตีสี่ รัฐควรใช้เวลาจากนี้ 2-3 เดือนก่อนทบทวนขยายพื้นที่ให้เพิ่ม ซึ่งกลุ่มเครือข่ายผู้ประกอบการสถานบริการกำลังรวบรวมเพื่อนำเสนอหน่วยงานรัฐและรัฐบาลในการพิจารณาทบทวนตามข้อเสนอ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่นายกรัฐมนตรีต้องการฟื้นเศรษฐกิจผ่านธุรกิจกลางคืน ที่อิงกับนักท่องเที่ยวเป็นหลัก” นายธนากรกล่าว
นายธนากรกล่าวถึงบรรยากาศค้าขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้น ปกติเข้าเทศกาลฉลองปีใหม่ยอดขายจะดีขึ้นอยู่แล้ว การขยายเวลาแต่ยังกำหนดด้วยจำนวนก็ไม่ได้เพิ่มยอดขายมากนัก เพราะร้านอาหารทั่วไปหรือร้านบันเทิงคล้ายสถานบริการก็ยังขายได้เท่าเดิม ตอนนี้ที่น่ากังวลคือการระบาดของน้ำกระท่อมในกลุ่มเยาวชนและผู้ใช้แรงงาน จากเดิมนิยมนำเครื่องดื่มชูกำลังผสมเหล้าเบียร์กลายเป็นนิยมผสมน้ำใบกระท่อมแทน ซึ่งเป็นสูตรที่อันตรายกว่ามาก ตอนนี้หาซื้อใบกระท่อมกันง่ายและขายกันเกลื่อนริมถนน สะท้อนได้จากเครื่องดื่มชูกำลังยอดขายตกต่อเนื่อง อยากให้รัฐบาลเร่งเข้าดูแลเรื่องนี้ ดูจากอุบัติเหตุตอนนี้บางส่วนเกิดจากการเมาน้ำใบกระท่อมมากขึ้น

