หน้าแรก เศรษฐกิจ จุฬาฯ เผยผลสำ...

จุฬาฯ เผยผลสำรวจดัชนีความพร้อมเพื่อการเกษียณ พบคนไทยมีความพร้อมการเงินต่ำ เสี่ยงใช้ชีวิตหลังเกษียณไร้สุข

19.12.23 | 17:28 น.

คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ เผยผลสำรวจดัชนีความพร้อมเพื่อการเกษียณอายุแห่งชาติ พบคนไทยมีความพร้อมด้านการเงินต่ำ


ศาสตราจารย์ ดร. วิเลิศ ภูริวัชร คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ภาควิชาการธนาคารและการเงิน คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยการสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) จัดงานสัมมนาทางวิชาการ “นโยบายความพร้อมทางด้านการเงินแห่งชาติ”

ศาสตราจารย์ ดร. วิเลิศ กล่าวว่า งานสัมมนาครั้งนี้มีการรายงานวิเคราะห์ผลตัวเลขดัชนีความพร้อมเพื่อการเกษียณอายุแห่งชาติ พบว่าความพร้อม ‘ด้านการเงิน’ ของคนไทยอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่ความพร้อมโดยรวมอยู่เพียงระดับปานกลาง สะท้อนให้เห็นว่าภาพรวมคนไทยอาจมีความสุ่มเสี่ยงต่อการใช้ชีวิตช่วงวัยเกษียณอย่างมีความสุข

“นโยบายความพร้อมทางด้านการเงินแห่งชาติ เป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นต้องเตรียมการโดยเร็วเนื่องจากประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ประชากรสูงวัยจะมีโอกาสประสบปัญหาด้านรายจ่ายที่เพิ่มสูงขึ้น อาทิ ค่ารักษาพยาบาล ขณะที่รายได้คงที่หรือลดลง ทำให้เกิดความยากลำบากด้านการเงิน การสำรวจและศึกษาสถานการณ์ความพร้อมด้านการเกษียณอย่างรอบด้าน จะช่วยให้การวางนโยบายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถเตรียมพร้อมรับมือกับปัญหาได้ตรงจุด” ศาสตราจารย์ ดร. วิเลิศ กล่าว

Advertisement

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. รัฐชัย ศีลาเจริญ หัวหน้าภาควิชาการธนาคารและการเงิน คณะบัญชี จุฬาฯ กล่าวว่า ในงานสัมมนาได้นำเสนอแนวคิดและวิธีการประเมินความพร้อมเพื่อเข้าสู่วัยเกษียณไว้หลายมิติ ครอบคลุมทั้งมิติด้านการเงินและด้านคุณภาพชีวิต อีกทั้งยังมีรายงานผลวิเคราะห์ตัวเลขดัชนีความพร้อมด้านการเกษียณอายุแห่งชาติ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ต่อสถาณการณ์ความพร้อมในปัจจุบัน โดยรองศาสตราจารย์ ดร.อนิรุต พิเสฎฐศลาศัย ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายการเงินและบัญชี คณะบัญชี จุฬาฯ ได้นำเสนอผลสำรวจจากประชาชนวัยทำงานปี พ.ศ. 2566 ทั่วทุกภาคของประเทศไทยกว่า 2,400 คน ชี้ให้เห็นว่าตัวเลขดัชนีความพร้อมในการเกษียณอายุของประเทศในปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 49.3% สะท้อนว่าคนไทยมีความพร้อมในระดับปานกลาง และสูงขึ้นเล็กน้อยจากผลสำรวจในปี พ.ศ. 2564 อย่างไรก็ตามความพร้อม ‘ด้านการเงิน’ ของคนไทยยังอยู่ในระดับต่ำที่น่ากังวล โดยปัจจัยสำคัญที่ควรได้รับการสนับสนุนอย่างเร่งด่วน ได้แก่ การพัฒนาทักษะทางการเงินและการลงทุนของประชาชน การสนับสนุนด้านการออมอย่างทั่วถึงจากภาครัฐและภาคเอกชน

ดร.สันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิคณะกรรมการนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้กล่าวในงานเสวนา หัวข้อ “ทักษะทางการเงิน ทักษะทางดิจิทัล และการใช้ Digital Banking ในไทย” โดยกล่าวถึงรูปแบบการทำธุรกรรมกับธนาคารที่เปลี่ยนไปสู่รูปแบบ digital banking ว่าจะเกิดมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงควรวางแนวทางในการทำให้คนไทยมีความพร้อมในการใช้บริการทางการเงินอย่างปลอดภัย ซึ่งตอกย้ำว่า การพัฒนาทักษะทางการเงินและทักษะทางดิจิทัลของประชาชน เป็นสิ่งที่ต้องเร่งส่งเสริม