หน้าแรก เศรษฐกิจ วิจัยกรุงศรี ...

วิจัยกรุงศรี คาดการบริโภคยังช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แม้เสี่ยงชะลอลงในปี 2567

19.12.23 | 20:31 น.

วิจัยกรุงศรี คาดการบริโภคยังช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แม้เสี่ยงชะลอลงในปี 2567


เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม วิจัยกรุงศรี ระบุว่า แนวทางแก้ไขหนี้ในระบบจำแนกตามกลุ่มลูกหนี้ เป้าหมายช่วยเหลือลูกหนี้ราว 10 ล้านราย นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงแนวทางในการจัดการกับหนี้ในระบบที่ประสบปัญหา เตรียมแนวทางช่วยเหลือที่แตกต่างกันตามสาเหตุของปัญหา ซึ่งจากระดับหนี้ครัวเรือนของไทยในปัจจุบันที่มากกว่า 16 ล้านล้านบาท หรือมีสัดส่วนสูงกว่า 90% ของจีดีพี ซึ่งถือเป็นระดับสูงอันดับต้นๆ ของโลก

โดยจากข้อมูล ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุหนี้ครัวเรือนไทยสูงเป็นอันดับ 2 ของเอเชีย รองจากเกาหลีใต้ ปัญหาหนี้ครัวเรือน จึงอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญและฉุดรั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และเสถียรภาพทางการเงินของประเทศในระยะข้างหน้า หากไม่ได้รับการแก้ไข รัฐบาลจึงมีการยกระดับการแก้ไขหนี้ให้เป็นวาระแห่งชาติ

อย่างไรก็ตาม คาดว่าการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนกว่าจะเห็นเป็นรูปธรรมอาจต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร แนวโน้มการเติบโตของการบริโภคภาคครัวเรือนจึงอาจมีข้อจำกัด คาดการบริโภคภาคเอกชนในปี 2567 จะขยายตัว 3.3% ชะลอลงจาก 7.1% ในปี 2566 ส่วนหนึ่งสะท้อนผลบวกที่ลดลงทั้งจากการเปิดประเทศและแรงส่งจากความต้องการซื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว (Pent-up demand) ในช่วงก่อนหน้านี้ ประกอบกับผลกระทบจากภัยแล้งที่รุนแรงขึ้น รวมถึงปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง

Advertisement

ทั้งนี้ การบริโภคภาคเอกชนยังมีแนวโน้มขยายตัวและเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจ เนื่องจากการจ้างงานเพิ่มขึ้นและมีแรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐ เช่น E-Receipt ในช่วงต้นปี 2567 และมาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพ เป็นต้น

วิจัยกรุงศรี ระบุถึงการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ว่า ภายหลัง รมว.แรงงานได้เรื่องการปรับอัตราค่าแรงขั้นต่ำกลับไปทบทวนก่อนที่จะนำเสนอเข้าสู่การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในเดือนธันวาคมนี้ เพื่อให้มีผลบังคับใช้ทันในเดือนมกราคมปี 2567 เนื่องจากคณะกรรมการค่าจ้างขั้นต่ำ (ไตรภาคี) มีมติเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม เห็นชอบให้ปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มในอัตราวันละ 2 – 16 บาท หรือ เพิ่มขึ้นเป็น 330 -370 บาท จากอัตราปัจจุบันที่ 328 – 354 บาท

เบื้องต้นจากมติการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำของคณะกรรมการค่าจ้างขั้นต่ำ จะทำให้ค่าจ้างขั้นต่ำเฉลี่ยปรับเพิ่มขึ้นจาก 337 บาทต่อวัน เป็น 345 บาทต่อวัน หรือเพิ่มขึ้น 2.37% ซึ่งทางสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ประเมินว่าจะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นประมาณ 0.13-0.25% โดยสินค้าและบริการที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบมากสุด ได้แก่ กลุ่มอาหารสำเร็จรูป ข้าว การสื่อสาร ผักสด และผลไม้สด เนื่องจากมีสัดส่วนน้ำหนักค่อนข้างสูงในการคำนวณอัตราเงินเฟ้อ และเกี่ยวข้องกับภาคการผลิตที่ใช้แรงงานค่อนข้างเข้มข้น

ทั้งนี้ สำหรับการทบทวนการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ คาดว่าอาจมีการพิจารณาปรับในส่วนของขอบล่างที่ขึ้นเพียง 2 บาทต่อวัน ทั้งนี้ ในปัจจุบันแรงงานที่ได้รับค่าจ้างขั้นต่ำมีสัดส่วนเพียง 15% ของแรงงานทั้งหมด ต่ำกว่าในช่วงปี 2555 ที่มีสัดส่วนราว 25% ดังนั้น การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำคาดว่าจะมีผลกระทบต่อต้นทุนและเงินเฟ้อน้อยกว่าในอดีตที่ผ่านมา