หน้าแรก เศรษฐกิจ ‘ธรรมนัส’ ชี้...

‘ธรรมนัส’ ชี้ภาคเกษตรโอบอุ้มศก.ไทย คาดปี’67 จีดีพีเกษตร ขยายตัว สูงสุด 1.7%

20.12.23 | 14:22 น.

‘ธรรมนัส’ ชี้ภาคเกษตรโอบอุ้ม ศก.ไทย คาดปี’67 จีดีพีเกษตร ขยายตัว สูงสุด 1.7%


เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดการสัมมนาใหญ่ประจำปี แถลงตัวเลขจีดีพีภาคเกษตรไทย ปี 2566 และแนวโน้มปี 2567 ในคอนเซ็ปต์ Grow Strong Beyond the Future เสริมแกร่งเกษตรไทย สู่ก้าวใหม่ที่มั่นคง พร้อมปาฐกถาพิเศษ ก้าวใหม่เกษตรไทย สู่รายได้ที่มั่นคง โดยมี นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ที่สโมสรทหารบก กรุงเทพฯ

ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า ภาคเกษตรเป็นรากฐานสำคัญต่อการขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้า ปัจจุบันเนื้อที่ทางการเกษตรอยู่ที่ 149.75 ล้านไร่ คิดเป็น 46.7% ของเนื้อที่ทั้งประเทศ มีจำนวนครัวเรือนเกษตร 7.8 ล้านครัวเรือน และแรงงานที่อยู่ในภาคเกษตรสูงถึง 51% ของจำนวนแรงงานทั้งประเทศ นอกจากนี้ ในวิกฤตต่างๆ ภาคเกษตรยังช่วยรองรับและโอบอุ้มเศรษฐกิจไทย โดยเป็นแหล่งรองรับแรงงานที่ถูกเลิกจ้างจากภาคเศรษฐกิจอื่น และในช่วงปี 2565-2566 หลายประเทศมีความกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงทางอาหารจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ร.อ.ธรรมนัสกล่าวอีกว่า รวมทั้งปัญหาด้านห่วงโซ่อุปทานของโลก แต่ประเทศไทยยังคงสามารถผลิตสินค้าเกษตรและอาหารที่สำคัญได้เพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ และมีศักยภาพในการส่งออกไปยังต่างประเทศ โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1.50 ล้านล้านบาทต่อปี จึงถือว่าภาคเกษตรเป็นอีกหนึ่งแหล่งรายได้ที่สำคัญของประเทศ

Advertisement

ด้าน นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการ สศก. กล่าวว่า สำหรับภาวะเศรษฐกิจการเกษตร ปี 2566 พบว่า ขยายตัว 0.3% เมื่อเทียบกับปี 2565 โดยสาขาปศุสัตว์ สาขาประมง สาขาบริการทางการเกษตร และสาขาป่าไม้ ขยายตัว โดยสาขาปศุสัตว์ ปี 2566 ขยายตัว 4.7% เป็นผลจากความต้องการบริโภคสินค้าปศุสัตว์ที่มีอย่างต่อเนื่อง สาขาประมงในปี 2566 ขยายตัว 2.2% โดยกุ้งทะเลเพาะเลี้ยงมีปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้น สาขาบริการทางการเกษตร ปี 2566 ขยายตัว 0.6% และสาขาป่าไม้ ปี 2566 ขยายตัว 2.5% โดยไม้ยางพาราเพิ่มขึ้น

นายฉันทานนท์กล่าวอีกว่า ขณะที่ สาขาพืชหดตัว และเมื่อจำแนกแต่ละสาขา จะเห็นได้ว่า สาขาพืช ปี 2566 ติดลบ 1.3% เนื่องจากปริมาณฝนน้อยกว่าปีที่ผ่านมา ประกอบกับมีช่วงอากาศร้อนยาวนานตั้งแต่ต้นปีจนถึงเดือนพฤษภาคม 2566 และภาวะฝนทิ้งช่วงในบางพื้นที่ ทำให้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำสำคัญและแหล่งน้ำตามธรรมชาติลดลง ส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและการให้ผลผลิตของพืช โดยพืชสำคัญที่มีผลผลิตลดลง อาทิ ข้าวนาปี มันสำปะหลัง และอ้อยโรงงาน เป็นต้น

นายฉันทานนท์กล่าวว่า สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจการเกษตร ปี 2567 คาดว่าจะขยายตัวอยู่ในช่วง 0.7-1.7% จากปัจจัยสนับสนุน ทั้งการดำเนินนโยบายของภาครัฐ ความต้องการสินค้าเกษตรในตลาดโลกที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น ราคาสินค้าเกษตรหลายชนิดยังอยู่ในเกณฑ์ดี และแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่คาดว่าจะขยายตัว โดย สาขาพืช ปี 2567 คาดว่าจะขยายตัว 0.6-1.6% สาขาปศุสัตว์ ขยายตัว 1.7-2.7% สาขาประมง ขยายตัว 0.5-1.5% สาขาบริการทางการเกษตร ขยายตัว 0.3-1.3% และสาขาป่าไม้ ขยายตัว 2.4-3.4%

“การขับเคลื่อนการพัฒนาภาคเกษตรในอนาคตต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงและความท้าทายภายใต้ข้อจำกัดและโอกาสหลายด้าน ซึ่งจะต้องมีการดำเนินการ อาทิ บริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เตรียมการรองรับสถานการณ์ภัยแล้งและภัยพิบัติต่างๆ ส่งเสริมการทำการเกษตรเพื่อรองรับข้อกำหนดทางการค้าด้านสิ่งแวดล้อม ยกระดับสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพมาตรฐาน มีความปลอดภัย ส่งเสริมการรวมกลุ่มและเชื่อมโยงเครือข่ายการผลิต การแปรรูป และการตลาด เพื่อนำไปสู่เกษตรและบริการมูลค่าสูง ทำให้เกษตรกรมีความมั่นคงในการประกอบอาชีพ” นายฉันทานนท์กล่าว