หน้าแรก เศรษฐกิจ หอการค้า เปิด...

หอการค้า เปิดผลโพล ประชาชนให้คะแนนรัฐบาล 7 ขอของขวัญปีใหม่ อุ้มค่าครองชีพ ลดดอกเบี้ย

21.12.23 | 13:30 น.

หอการค้า เปิดผลโพล ปชช.ให้คะแนนรัฐ 7 ขอของขวัญปีใหม่ อุ้มค่าครองชีพ ลดดอกเบี้ย เคลียร์หนี้เก่า

เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม ที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เผยผลสำรวจโพลพฤติกรรมและการใช้จ่ายของประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2567 ว่า จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,258 ตัวอย่างทั่วประเทศ สำรวจระหว่างวันที่ 10-16 ธันวาคม จากผลสำรวจพบว่าจะมีเม็ดเงินสะพัดระหว่างวันที่ 29 ธันวาคม 2566 – 1 มกราคม 2567 อยู่ที่ 105,924 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีเงินสะพัดที่ 103,039 ล้านบาท หรือคิดเป็น 2.8% สำหรับพฤติกรรมการใช้จ่ายปี 2567 โดยส่วนใหญ่ 71.3% จะใช้เงินสังสรรค์/จัดงานเลี้ยง ขณะที่ 55.8% ใช้เงินเพื่อทำบุญเพื่อศาสนา และ 45.3% ท่องเที่ยวในประเทศ

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า สำหรับการสำรวจการขยายของภาวะเศรษฐกิจประเทศไทยในปี 2566 ส่วนใหญ่ 50% คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่ 2.1-2.5% รองลงมา 28.8% คาดว่าเศรษฐกิจขยายตัว 1.51-2% ประชาชนส่วนใหญ่มองว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2566 ยังไม่สดใสและยังฟื้นตัวได้ไม่ชัดเจน ขณะที่ปี 2567 ส่วนใหญ่ 56.4% คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว 2.5-3% และ 31.6% คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวต่ำกว่า 2.5%

“แม้การส่งออกจะเริ่มกลับมาบวก การท่องเที่ยวดีขึ้นกว่าที่ผ่านมา จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มมากขึ้น แต่ไม่สามารถพลิกทำให้บรรยากาศเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวได้โดดเด่น ส่งผลให้ประชาชนมองว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ต่ำกว่า 3% ซึ่งมองคนละแบบกับนักวิชาการที่คาดการณ์ไว้เฉลี่ย 3.1-3.5% ขณะที่รัฐบาลคาดว่าจะขยายตัวได้ 4% จากมาตรการดิจิทัลวอลเล็ต แต่ในความรู้สึกของประชาชนยังไม่เชื่อแบบนั้น”นายธนวรรธน์กล่าว

ขอรัฐลดค่าครองชีพต่อ

Advertisement

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า นอกจากนี้ ผลสำรวจสิ่งที่ต้องการได้เป็นของขวัญจากรัฐบาลมากที่สุดมี 5 ประเด็น ส่วนใหญ่ 45.6% อยากลดค่าของชีพสำหรับผู้มีรายได้ปานกลางถึงต่ำ รองลงมา 24.6% อยากให้กระตุ้นเศรษฐกิจ การค้า การลงทุนและการท่องเที่ยว สัดส่วน 16.7% อยากให้มีการปฏิรูปภาครัฐ ปราบปรามการทุจริต รัฐบาลโปร่งใสตรวจสอบได้ สัดส่วน 11.6% อยากให้ดูแลค่าจ้าง/เงินเดือนให้มีความเหมาะสมกับความสามารถและค่าใช้จ่าย และ 1.5% อยากให้ลดภาษีส่วนบุคคล

ขณะที่สิ่งที่อยากให้รัฐบาลดำเนินการในปี 2567 ส่วนใหญ่ 12.7% อยากให้รัฐดูแลการมีงานทำ/สร้างงาน สร้างรายได้ สัดส่วน 12.6% อยากให้มีการเข้าถึงแหล่งเงินทุน/เงินกู้ สัดส่วน 11.1% อยากให้แก้ไขปัญหายาเสพติด สัดส่วน 10.4% อยากให้ดูแลค่าของชีพให้เหมาะสม สัดส่วน 9% แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน และ 8.7% แก้ปัญหาความยากจน

”ทัศนะต่อความสำเร็จของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา 10 คะแนน นโยบายที่โดนใจที่สุดของมุมมองประชาชนคือการดูแลค่าของชีพให้ 7 คะแนน สำหรับเรื่องอื่นคะแนนไม่ได้โดดเด่น เช่น นโยบายฟรีวีซ่า นโยบายแก้หนี้ผู้ประกอบการรายย่อย นโยบายแก้หนี้เกษตรกร เฉลี่ยอยู่ที่ 5 คะแนน“นายธนวรรธน์ กล่าว

ชี้แก้หนี้นอกระบบทำได้น้อย

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ส่วนมาตรการแก้ไขหนี้นอกระบบประชาชนส่วนใหญ่ 62.5% แก้ปัญหาได้ปานกลางและ 30.6% แก้ปัญหาได้น้อย เนื่องจากจำนวนประชาชนที่ลงทะเบียนมีสัดส่วนที่น้อย เพราะสถิติปี 2560 มีการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมีคนเป็นหนี้นอกระบบได้ลงทะเบียนไว้เฉลี่ย 1 ล้านคน วงเงินเกือบแสนล้านบาท ขณะที่สภาพัฒน์ฯ ทำข้อมูลตัวเลขที่เท่าระบบปี 2564 อยู่ที่ 85,000 ล้านบาท ปัจจุบันประชาชนลงทะเบียนแก้ไขหนี้นอกระบบอยู่ที่หลักแสน แต่มูลค่าหนี้อยู่ที่หลักพันล้าน ดังนั้น ต้องดูว่าปัญหาหมด หรือคนยังไม่ลงทะเบียน

วอนแบงก์ลดดอกเป็นของขวัญ

นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ ที่ปรึกษาสภามหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า จากผลการสำรวจจะเห็นว่าประชาชนกังวลเรื่องค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ผู้ทำธุรกิจเป็นห่วงเรื่องของการเป็นหนี้และผลกระทบเรื่องอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม มุมมองดอกเบี้ยปี 2567 หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณว่าจะยังไม่ปรับอัตราดอกเบี้ยในรอบการประชุมถัดไป เมื่อแนวโน้มเป็นในลักษณะนี้ในส่วนของการดำเนินนโยบายของประเทศไทยที่เงินเฟ้อไม่ได้มีปัญหาแต่คนจะห่วงเรื่องการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

“ถ้าดอกเบี้ยเป็นในช่วงขาขึ้นจะซ้ำเติมผู้ประกอบการรายย่อยทั้งค่าครองชีพและการผ่อนชำระต่างๆ จะส่งผลกระทบต่อหนี้ทั้งในระบบและนอกระบบ เพราะฉะนั้นจึงอยากอ้อนวอนผู้ที่เกี่ยวข้องกับดอกเบี้ยกับนโยบาย หรือแม้แต่สถาบันการเงิน ที่ผ่านมาการเศรษฐกิจยังไม่ดีมาก แต่แบงก์ยังมีกำไร อยากจะฝากให้เป็นของขวัญให้ดูแลในเรื่องดอกเบี้ย เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการในปีหน้าจะลืมตาอ้าปากได้มากขึ้น และส่งผลให้การแก้หนี้ลดลง”นางเสาวณีย์กล่าว