กฤษณ์ จันทโนทก
นำธนาคารไทยพาณิชย์
ปักหมุด Best Wealth Bank
วันนี้คำว่า Wealth เข้าไปอยู่ในใจทั้งของผู้ใช้บริการและผู้ให้บริการ บนเป้าหมายทุกคนต้องการความมั่งคั่งทางการเงิน เพื่อการใช้ชีวิตที่ดีที่สุด ซึ่งธนาคารไทยพาณิชย์เป็นอีกหนึ่งสถาบันการเงินประกาศเข้าสนามแข่ง Best Wealth Bank
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ของธนาคารไทยพาณิชย์เกิดขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้นำโดย กฤษณ์ จันทโนทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หยิบกลยุทธ์ Digital Bank with Human Touch มุ่งเป้าหมายขับเคลื่อนให้ธนาคารแข็งแกร่งกว่าที่เคย จะเห็นการลงทุนครั้งใหญ่กับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) สร้างทีมผู้เชี่ยวชาญทั้งในและนอกประเทศ แสวงหาพันธมิตรชั้นนำจากทั่วโลก และจากนี้จะเห็นการออกแพคเกจตอบโจทย์ผู้ใช้บริการและสร้างฐานลูกค้าที่ยั่งยืน
ซีอีโอกฤษณ์เล่านำร่องไว้ว่า “กลยุทธ์ Digital Bank with Human Touch ในระยะแรกได้เริ่มมาตลอดปีนี้ 2566 ด้วยการสร้างเสถียรภาพและความสมดุลให้เกิดขึ้นภายในองค์กร และเพื่อให้ลูกค้า พนักงาน และผู้ถือหุ้น มั่นใจในจุดแข็งของธนาคารที่เป็นอยู่ ด้วยการปักหมุดแนวทางที่ธนาคารจะปรับตัวเป็นดิจิทัลแบงก์ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยี และพฤติกรรมของผู้บริโภคและลูกค้าที่จะย้ายไปสู่ระบบดิจิทัล บนเป้าหมายเป็นผู้นำธุรกิจบริหารความมั่งคั่งอันดับหนึ่งในประเทศไทย จากนี้เริ่มสร้างการเปลี่ยนแปลงในเชิงธุรกิจให้ลูกค้าสัมผัสถึงประสบการณ์ใหม่ๆ ที่รู้สึกได้ ผ่านโฟกัสใน 2 ส่วน ส่วนแรก คือ การพัฒนาบริการธนาคารสู่การเป็นดิจิทัลแบงก์ เพื่อรองรับโอกาสทางธุรกิจและพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ในอนาคตจะย้ายไปอยู่บนบริการดิจิทัลเกือบทั้งหมด โดยให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีเข้ามาพัฒนาระบบทั้งงานภายในและภายนอก รวมถึงการแสวงหาโอกาสในการสร้างรายได้ผ่านช่องทางดิจิทัล โดยมีเป้าหมายภายในปี 2568 จะเพิ่มสัดส่วนรายได้ดิจิทัลให้เป็น 25% หรือประมาณ 40,000 ล้านบาท จากวันนี้ระดับ 7% เพิ่มจากปี 2545 ที่มีเพียง 3% โดยธนาคารมีฐานลูกค้าที่ใช้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัลทุกแพลตฟอร์มกว่า 25 ล้านราย โดยส่วนใหญ่เป็นลูกค้าที่ทำธุรกรรมมียอดรวมแต่ละปีประมาณ 7 พันล้านรายการ หรือกว่า 89% ของธุรกรรมทั้งหมดของธนาคาร
จากนั้น ธนาคารเริ่มปรับใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เพื่อเรียนรู้และทำความรู้จักลูกค้าในช่องทางบริการต่างๆ ด้วยการสร้าง Chat bot ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า โดยเริ่มที่การบริการ Call Center จากนั้นขยายสู่ SCB Connect เพื่อทำให้การปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าในลักษณะที่เป็น Client Interface ตรงกับความต้องการลูกค้าถูกที่ถูกเวลา โดยมีแพลตฟอร์ม SCB EASY รองรับการทำธุรกรรมของลูกค้า โดยทั้ง SCB Connect และ SCB EASY จะทำงานควบคู่กัน เพื่อให้เกิดการประยุกต์ใช้เอไอให้เกิดประโยชน์สูงสุด และในอนาคตยังมีแผนในการใช้เอไอให้คำแนะนำทางด้านการลงทุนให้กับลูกค้าในกลุ่มเป้าหมายเพื่อเสริมประสิทธิภาพให้ธุรกิจ Wealth Management ด้วย พร้อมใช้เทคโนโลยีเอไอและแมชชีนเลิร์นนิ่ง เพื่อเสริมศักยภาพแก่ทุกผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมทุกกลุ่มลูกค้า โดยเริ่มไปแล้วในกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดเล็ก (SSME) เดือนเมษายนของปีนี้ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์วงเงินเพื่อธุรกิจ ภายใต้ชื่อ Up เงินทันใจ เพียง 5 เดือน อนุมัติถึง 2,000 ล้านบาท ต่อไปจะผลักดันเทคโนโลยีดิจิทัลไปยังผลิตภัณฑ์เทรดไฟแนนซ์และซัพพลายเชน ผลิตภัณฑ์สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อรถยนต์ และผลิตภัณฑ์การลงทุน เป็นต้น
ส่วนที่ 2 ที่ทำควบคู่กันไป คือ การเป็นที่หนึ่งในธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง ด้วยการยกระดับจุดแข็งของธนาคารที่มีชื่อเสียงทางด้านการใช้ความรู้ความสามารถทางด้านการลงทุน และ Human Touch ของผู้จัดการธุรกิจสัมพันธ์ หรือ Relationship Manager (RM) ในการให้บริการลูกค้ามั่งคั่งในทุกระดับ ตั้งแต่ลูกค้าที่มีความมั่งคั่งระดับสูง จึงเป็นที่มาของ ไทยพาณิชย์ จูเลียส แบร์ บริษัทร่วมทุนระหว่างธนาคาร และจูเลียส แบร์ ธุรกิจบริหารความมั่งคั่งระดับโลกจากสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งทำให้ลูกค้าสามารถขยายโอกาสในการลงทุนทั่วโลกได้แบบไร้พรมแดน แม้ว่าเศรษฐกิจโลกผันผวน
ภาพของการบริหารจัดการความมั่งคั่งในอนาคตที่ธนาคารมองก็จะต้องเปลี่ยนไปจากเดิม ไม่อยู่เพียงกลุ่มลูกค้าที่มีสินทรัพย์ตามกำหนดแล้วเท่านั้น ยังมองถึงการขยายการให้บริการไปยังกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพในการเริ่มต้นสะสมความมั่งคั่ง เพื่อสร้างโอกาสในการเพิ่มพูนความมั่งคั่งในระยะยาวและเป็นไปได้สำหรับทุกคน เน้นมอบทางเลือกผลิตภัณฑ์การลงทุนพื้นฐานที่เข้าถึงง่าย และจะนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้เป็นตัวช่วยในการมอบทางเลือกการลงทุนที่เหมาะสมให้กับลูกค้าในกลุ่มนี้เป็นหลัก โดยรูปแบบธุรกิจนี้กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนา และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในต้นปี 2567”
ดังนั้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจบริหารจัดการความมั่งคั่งและการลงทุนระดับโลก ธนาคารไทยพาณิชย์จึงนำคณะสื่อมวลชนบินไปสวิตเซอร์แลนด์ เข้าชมสำนักงานใหญ่ จูเลียส แบร์ (Julius Baer) ตั้งอยู่ที่เมืองซูริก ซึ่ง จูเลียส แบร์ ก่อตั้งในปี 2433 ภายใต้จูเลียส แบร์ กรุ๊ป ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ SIX Swiss Exchange (ticker symbol: BAER) และใน Swiss Leader Index (SLI) ด้วยการบริหารงานที่ยึดความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก และการให้คำปรึกษาด้วย Open Product Platform ทำให้วันนี้ จูเลียส แบร์ เป็นผู้นำด้าน Private Banking ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในระดับสากล ขึ้นชื่อว่าสามารถตอบโจทย์ความต้องการด้านการลงทุนที่ซับซ้อน
การเยือนครั้งนี้ ฟิลิป ริคเกนบาเคอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร จูเลียส แบร์ กรุ๊ป ให้มุมมองต่อธุรกิจบริหารความมั่งคั่งในเอเชีย รวมถึงประเทศไทย ว่า “ตลาดธุรกิจบริหารความมั่งคั่งระดับสูงในประเทศไทย ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่ จูเลียส แบร์ ให้ความสำคัญในการขยายขอบเขตการให้บริการ และเมื่อเดือนมีนาคม 2561 จูเลียส แบร์ ร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับธนาคารไทยพาณิชย์ ผ่านการดำเนินธุรกิจของไทยพาณิชย์ จูเลียส แบร์ ในการนำเสนอประสบการณ์ด้านการบริการความมั่งคั่งแบบเหนือระดับให้กับลูกค้า ด้วยการผสานความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจบริหารความมั่งคั่งระดับสากล และข้อมูลเชิงลึกในท้องถิ่นของธนาคารแห่งสแกนดิเนเวีย ของจูเลียส แบร์ เข้ากับจุดแข็งของธนาคารไทยพาณิชย์ซึ่งเป็นธนาคารชั้นนำของประเทศ ที่มีความเข้าใจกลุ่มลูกค้าผู้มีความมั่งคั่งระดับสูงในประเทศไทยอย่างลึกซึ้งและเครือข่ายที่กว้างขวาง ช่วยให้เราสามารถให้คำแนะนำที่ตรงเป้าหมายได้อย่างล้ำสมัย และมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริงเหมาะสมกับตลาดเมืองไทย โดยการให้บริการของ จูเลียส แบร์ เน้นไปที่การทำความเข้าใจความต้องการของลูกค้าอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับการสะสมความมั่งคั่ง การรักษาความมั่งคั่ง และการวางแผนการส่งต่อความมั่งคั่งจากรุ่นสู่รุ่น และด้วยความต้องการของลูกค้าที่แตกต่างกันเฉพาะบุคคลทำให้จูเลียส แบร์ ใช้แนวทางการให้คำปรึกษาด้านบริหารความมั่งคั่งแบบ holistic advisory เพื่อนำเสนอโซลูชั่นทางการเงิน การลงทุนที่เหมาะสม ครอบคลุมการวางแผนการส่งต่อความมั่งคั่ง การลงทุน รวมถึงการจัดหาเงินทุน”
พร้อมกับได้รับฟังความคืบหน้าจากทีมผู้บริหารในมิติต่างๆ
อรพงศ์ เทียนเงิน ผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงาน Technology ธนาคารไทยพาณิชย์ ที่มีบทบาทยกระดับบริการสู่ธนาคารดิจิทัลครบวงจร เผยว่า “ธนาคารวางโครงสร้างพื้นฐานทางด้านเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง รองรับการเปลี่ยนแปลงทางด้านการให้บริการให้ตรงความต้องการของลูกค้าในยุคดิจิทัล และสอดคล้องกับพฤตกรรมทางด้านการเงินของคนไทย ซึ่งย้ายสู่ดิจิทัลอย่างชัดเจน สะท้อนจากตัวเลขการเติบโตของผู้ใช้ Mobile Banking ของธนาคาร และภาพรวมของประเทศ โดยจำนวนผู้ใช้ Mobile Banking ของธนาคารไทยพาณิชย์อยู่ที่ 15 ล้านคน นับรวมช่องทางดิจิทัลอื่นๆ จะถึงประมาณ 17 ล้านคน ขณะที่ภาพรวมธุรกรรมเติบโต 20-30% ต่อปี ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย ณ เดือนกรกฎาคม จำนวนผู้ใช้ Mobile Banking อยู่ที่ 103,066,182 บัญชี และมีปริมาณการใช้ 2.5 พันล้านรายการ มูลค่าธุรกรรม 5.7 ล้านล้านบาท ปริมาณการใช้ Mobile Banking มีสัดส่วนถึง 97.3% ที่เหลือใช้ผ่านช่องทาง Internet Banking ซึ่งรายได้ทางดิจิทัล 25% เทียบกับรายได้ของธนาคาร ณ ปัจจุบัน คิดเป็น 36,400 ล้านบาท ถือเป็นความท้าทายอย่างมากในการเพิ่มสัดส่วนภายใน 3 ปี ซึ่งการเปลี่ยน Core Banking ครั้งนี้ ใช้เวลาประมาณ 4 ปี นับจากปี 2566 เป็นต้นไป
ยรรยง ไทยเจริญ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ Wholesale และรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ Wealth ธนาคารไทยพาณิชย์ เสริมว่า “ท่ามกลางภาวะการลงทุนในตลาดโลกที่มีความผันผวน อัตราดอกเบี้ย และเงินเฟ้ออยู่ระดับสูง สงครามที่ยังมีความไม่แน่นอนว่าจะลุกลามหรือยืดเยื้อนานแค่ไหน ธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง จะทำให้ธุรกิจและประชาชนอุ่นใจ กับเครื่องมือที่สามารถปรับกลยุทธ์การลงทุนได้อย่างรวดเร็ว เราเป็นผู้นำตลาดนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ตามความต้องการของลูกค้าในแต่ละสภาวะตลาดปัจจุบันธนาคารมีฐานลูกค้า Wealth และลูกค้าที่มีศักยภาพที่จะเป็น Wealth อยู่มากกว่า 1 ล้านคน
ลลิตภัทร ธรณวิกรัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ จูเลียส แบร์ จำกัด (SCB Julius Baer) เสริมว่า SCB Julius Baer บริษัทร่วมทุนระหว่าง ธนาคารไทยพาณิชย์ ถือหุ้น 60% และจูเลียส แบร์ 40% เริ่มดำเนินธุรกิจปี 2562 ด้วยทุนจดทะเบียน 2,650,000,000 บาท เป็นการผสานเอาจุดแข็งของทั้งสององค์กร โดยวันนี้ยึดกลยุทธ์ The New Wave of Wealth มาใช้เป็นแกนหลักในการดำเนินธุรกิจ ตอกย้ำจุดยืนของการเป็นผู้นำด้านบริหารความมั่งคั่ง ครอบคลุมและครบวงจรที่สุด เพื่อเจาะกลุ่มทายาทคนรุ่นใหม่
โดยสรุปให้เรามองภาพว่า เสมือนมีทีมงานมืออาชีพ มาทำหน้าที่บริหารจัดการมรดกหรือทรัพย์สินที่มีอยู่ให้มั่นคงและยั่งยืน
นวลนิตย์ บัวด้วง

