หน้าแรก เศรษฐกิจ วิกฤตทะเลแดง ...

วิกฤตทะเลแดง สะเทือนส่งออกไทยปี’67

25.12.23 | 05:47 น.

วิกฤตทะเลแดง สะเทือนส่งออกไทยปี’67

จะเรียกว่า ความวัวไม่ทันหาย ความควายเข้ามาแทรก ได้หรือไม่ เมื่อสถานการณ์ความไม่สงบในกาซายังคงอยู่ แต่เกิดสถานการณ์ใหม่ที่เชื่อมโยงกัน โดยกลุ่มกบฏฮูตีเปิดฉากโจมตีเรือขนส่งสินค้ามุ่งไปยังท่าเรือของประเทศอิสราเอลและเดินเรือผ่านช่องแคบบับเอลมันเดบเชื่อมต่อระหว่างทะเลแดงและทะเลเอเดน โดยอ้างการก่อเหตุครั้งนี้ว่าเป็นการตอบโต้อิสราเอลที่ใช้ปฏิบัติการทางทหารกับชาวปาเลสไตน์ในกาซา จนสายการเดินเรือขนส่งสินค้าตู้คอนเทนเนอร์เส้นทางระหว่างเอเชียและยุโรป ทยอยประกาศยกเลิกการเดินเรือผ่านคลองสุเอซ และหันเหเส้นทางเดินเรือไปทางทวีปแอฟริกา อ้อมแหลมกู๊ดโฮป ใช้เวลานานขึ้นแทน

ผลตามมาอย่างเห็นได้ชัด นอกจากเรือขนส่งสินค้าหลายบริษัท เช่น เอ.พี. โมลเลอร์-เมอส์ก บริษัทขนส่งทางเรือและโลจิสติกส์ของเดนมาร์ก ฮาแพก-ลอยด์ บริษัทเดินเรือของเยอรมนี เมดิเตอร์เรเนียน ชิปปิ้ง ของอิตาลี-สวิตเซอร์แลนด์ ซีเอ็มเอ ซีจีเอ็มของฝรั่งเศส และบีพี ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่สัญชาติอังกฤษ ประกาศหยุดเดินเรือผ่านช่องแคบบับเอลมันเดบในทะเลแดงแล้ว ยังส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบกลับมาพุ่งขึ้นอีกครั้ง

นี่คือสถานการณ์โลกที่กำลังเกิดขึ้น แล้วเหตุการณ์ทะเลแดงเดือดครั้งนี้จะส่งผลมาถึงประเทศไทยอย่างไร ลองมาฟังความเห็นจากผู้เกี่ยวข้องและนักวิเคราะห์ด้านเศรษฐศาสตร์

เริ่มที่ ชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า ขณะนี้ สรท.กำลังจับตาสถานการณ์โจรสลัดฮูตีโจมตีเรือพาณิชย์ขนส่งผ่านทะเลแดงอย่างใกล้ชิดว่าจะยืดเยื้อแค่ไหน หากไม่ยุติในเร็ววัน จะทำให้เกิดผลกระทบกับการขนส่งเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะการขนส่งน้ำมัน

Advertisement

ปัจจุบันประเทศไทยมีการส่งออกสินค้าไปยังสหภาพยุโรปประมาณ 8% ของการส่งออกสินค้าไปต่างประเทศทั้งหมด สินค้าส่วนใหญ่ส่งออกเป็น อาหาร ยางล้อรถยนต์ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนผลกระทบทางอ้อมคือราคาน้ำมันตลาดโลกจะปรับตัวสูงขึ้น

ส่วนค่าระวางเรือเส้นทางยุโรป-เอเชีย ขณะนี้ยังไม่ปรับราคาขึ้น อยู่ที่ประมาณ 1,000-1,200 เหรียญสหรัฐต่อตู้ แต่จากสถานการณ์ปัจจุบันมีแนวโน้มค่าระวางเรือจะปรับขึ้น เช่นเดียวกับสถานการณ์เรือบรรทุกสินค้าเอเวอร์ กิฟเวน โดนพายุพัดเสียหลักเกยตื้นขวางคลองสุเอซ เป็นระยะเวลาหนึ่ง จนทำให้ในตอนนั้นค่าระวางเรือถูกปรับขึ้นสูง

ณ ตอนนี้จับตาใน 2 ประเด็น 1.ค่าความเสี่ยงจากสงคราม และ 2.การเดินเรือล่าช้าลง บวกกับราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น ทั้ง 2 ประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องที่จะนำมาพิจารณาในการปรับขึ้นค่าระวางเรือต่อไป

ขณะนี้ สถานการณ์ดังกล่าวยังไม่ส่งผลกระทบกับการส่งออกของไทย เนื่องจากสินค้าของไทยที่ต้องส่งมอบในปี 2566 ได้ส่งออกไปเกือบทั้งหมดแล้ว แต่ในปี 2567 หากสถานการณ์ยังรุนแรงก็จะกระทบต่อการส่งออกไทยอย่างแน่นอน เพราะเส้นทางนี้คือเส้นเลือดใหญ่ของการส่งออกสินค้าจากไทยไปสู่ยุโรป ตะวันออกกลาง ไม่เพียงแต่จะกระทบกับไทยเท่านั้น จะกระทบกับการขนส่งทางทะเลอีกด้วย ชัยชาญกล่าว

สำหรับเส้นทางขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบบับเอลมันเดบในทะเลแดงปกติจะมีเรือวิ่งเข้าออกประมาณ 100-120 ลำต่อวัน เส้นทางนี้เป็นเส้นทางหลักในการส่งออกไทยและจากเอเชียไปยุโรป ย้ำว่าในภาพรวมปีนี้คงไม่กระทบมาก เพราะสินค้าส่วนใหญ่ได้ทำการขนส่งเพื่อส่งมอบให้คู่ค้าไปแล้วก่อนหน้านี้เพื่อจำหน่ายในช่วงเทศกาลปลายปีเรียบร้อยแล้ว

อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์มีความรุนแรงมากขึ้นและขยายวง จะมีความเสี่ยงและส่งผลกระทบได้ในอนาคต ทั้งค่าระวางเรือที่เรือต้องเปลี่ยนเส้นทาง โดยอ้อมไปทางประเทศแอฟริกาใต้ต้องผ่านแหลมกู๊ดโฮป ระยะเวลาการขนส่งจะนานขึ้นอีก 10-15 วัน และค่าระวางเรือจะเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 1,500 เหรียญสหรัฐต่อตู้สำหรับการส่งสินค้าไปยุโรป ยังไม่นับรวมค่าประกันภัยความเสี่ยงที่จะปรับเพิ่มขึ้น

ภาพจากเรดาร์ ณ ปัจจุบันยังมีเรือวิ่งเข้า-ออกช่องแคบบับเอลมันเดบ มีเรือวิ่งน้อยลงจากมีความเสี่ยงถูกโจมตี และสายเดินเรือยักษ์ใหญ่หลายสายประกาศระงับการเดินเรือในเส้นทางนี้ ต้องจับตาจากนี้คือความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจรุนแรงและขยายตัวมากขึ้นจนถึงขั้นปิดคลองสุเอซหรือไม่ เพราะเป็นเส้นทางหลักไปยุโรป จะเป็นปัจจัยเสี่ยงเพิ่มเติมการส่งออกไทยในปีหน้าที่ทาง สรท.คาดการณ์ส่งออกจะขยายตัวได้ 1-2% รวมถึงกระทบซํ้าเติมเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวอยู่แล้วในเวลานี้ให้ทรุดลงไปอีก คาดหวังเหตุการณ์จะไม่เลวร้ายไปมากกว่านี้ ชัยชาญกล่าว

ด้าน อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย มองว่า สถานการณ์ปัจจุบันเริ่มมีการลดความรุนแรงลง หลังจากสหรัฐและประเทศพันธมิตร เข้าไปควบคุมสถานการณ์บริเวณทะเลแดง แต่สิ่งที่ยังเป็นกังวลคือ ผลกระทบครั้งนี้อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้ง จะลุกลามไปสู่จุดอื่นๆ หรืออาจขยายวงกว้างออกไป จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชน นักธุรกิจ และกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน ซัพพลายเชน สุดท้ายจะนำไปสู่การขนส่งสินค้าเป็นไปอย่างยากลำบากมากขึ้น ดังนั้นจึงยังต้องจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป

และอาจกลายเป็นความกังวลใหม่ในปี 2567 การส่งออกไทยจากเดิมทำท่าจะสดใส กลับโดนความเสี่ยงเพิ่มขึ้นหรือไม่