หน้าแรก เศรษฐกิจ กสิกรไทย เตรี...

กสิกรไทย เตรียมลุยธุรกิจแบงก์ อินโดฯ-เวียดนาม หนุนสินเชื่อปี’67 โตเกิน 1.5%

30.12.23 | 16:50 น.

กสิกรไทย เตรียมลุยธุรกิจแบงก์ อินโดฯ-เวียดนาม หนุนสินเชื่อปี’67 โตเกิน 1.5%


น.ส.ขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2567 แนวโน้มดีขึ้น ตัวเลขจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) จะอยู่ที่ 3.1% หากรัฐบาลออกมาตรการดิจิทัลวอลเล็ต 1 หมื่นบาท จะสนับสนุนให้จีดีพีขยายตัว 3.6% ทั้งนี้ การดำเนินธุรกิจของธนาคารด้านสินเชื่อปี 2567 การขยายตัวจะใกล้เคียงกับปี 2566 สินเชื่อเฉลี่ยที่ 1.5% สอดคล้องกับจีดีพีของไทยที่ 3% อย่างไรก็ตาม ถ้าจีดีพีไทยขยายตัวระดับนี้ ในแง่การทำธุรกิจถ้าอยากโตเกิน 3% ก็คงต้องไปสร้างกลยุทธ์การทำธุรกิจที่อื่นด้วย

ดังนั้น ปี 2567 ธนาคารจะเน้นขยายธุรกิจในต่างประเทศมากขึ้น สาเหตุที่มองว่าธุรกิจธนาคารขยายตัวได้ เพราะลูกค้าคนไทยไปทำธุรกิจในต่างประเทศมากขึ้น ธนาคารจึงเห็นแนวทางทำธุรกิจ เพื่อรองรับคนไทยในต่างประเทศด้วย

“ในปี 2567 ถ้าธุรกิจในประเทศจีนเศรษฐกิจยังทรงตัว แต่ธนาคารจะเน้นธุรกิจในอินโดนีเซีย ที่เข้าถือหุ้นรวมในธนาคารแมสเปี้ยน 67.5% และการเปิดสาขานครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม ธนาคารจะบริหารธุรกิจที่มีอยู่แบบค่อยเป็นค่อยไป และยังไม่มีเป้าหมายเข้าถือหุ้นในธนาคารอื่นเพิ่มเติม”น.ส.ขัตติยา กล่าว

Advertisement

น.ส.ขัตติยา กล่าวว่า สำหรับหนี้ด้อยคุณภาพ (เอ็นพีแอล) ของธนาคารอยู่ระดับสูงไปเมื่อไตรมาส 4/2565 และยาวถึงไตรมาส 1/2566 แต่ธนาคารได้จัดการไปบ้างแล้วจึงทำให้ขณะนี้ ยังไม่เห็นสัญญาณที่บอกถึงหนี้เสียที่จะเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากธนาคารได้ดูแลลูกหนี้โดยมีการปรับโครงสร้างหนี้ในทุกกลุ่มลูกหนี้ ขณะที่แนวโน้มปี 2567 หนี้เสียของธนาคารก็จะค่อยๆ ลดลงและจะดีขึ้น เนื่องจากสัญญาณการคืนหนี้ของรายย่อยกลับมาบ้างแล้ว

ขณะเดียวกัน ผลจากการบริหารหนี้ของธนาคารได้ขายหนี้เสียไปที่บริษัท บริหารสินทรัพย์ เจเค จำกัด (JK AMC) เป็นบริษัทที่ธนาคารถือหุ้น 50% เมื่อเจเคตามหนี้ได้ ธนาคารก็ได้เงินคืนด้วย ถือว่าธนาคารไม่ได้ขาดทุนเมื่อเทียบกับขายหนี้ให้กับบริษัทบริหารสินทรัพย์อื่นๆ

อย่างไรก็ตาม แม้จะเริ่มเห็นสินเชื่อฝั่งรถยนต์ที่ต้องเข้าไปดูแลพอสมควร แต่อยู่ในระดับที่จัดการได้ ซึ่งสินเชื่อรถยนต์ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เมื่อเทียบกับการให้สินเชื่อกับกลุ่มรายย่อย (เอสเอ็มอี) ที่มีจำนวนมากกว่าที่ธนาคารต้องดูแลทั้งการให้สินเชื่อและช่วยแก้หนี้ที่ยังเป็นโจทย์ของธนาคาร

“แต่ด้วยเศรษฐกิจที่ทยอยฟื้นตัว ส่งผลให้หลายธนาคารยังอยู่ในหมวดระมัดระวัง ดังนั้น การตั้งสำรองก็ยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับภาวะปกติก่อนที่เศรษฐกิจจะเจอวิกฤตโควิด แต่คาดว่าจะทยอยสำรองลดลง หากพิจารณาว่าเศรษฐกิจขยายตัวได้มากขึ้นแล้ว”น.ส.ขัตติยากล่าว