เปิดศักราชใหม่ปี 2567 มาพร้อมกับการคาดหวังอะไรๆ ต้องดีขึ้น แม้ทุกภาคส่วนยังให้น้ำหนักปัจจัยลบปัจจัยเสี่ยงมากกว่าปัจจัยบวก สำหรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย
ปัจจัยลบที่ประเมินไว้ก่อนเข้าปีใหม่ มีตั้งแต่เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจประเทศคู่ค้ามีโอกาสชะลอตัวต่ออีกปี หนี้คนไทยแยะ การปิดตัวของธุรกิจไทยจะฟื้นตัวอีกครั้งไม่ง่ายนัก สงครามกลายเป็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ดอกเบี้ยผันผวน ศักยภาพส่งออกและการลงทุนโดยตรงยังต่ำ พึ่งพาเศรษฐกิจจีนมากเกินไป ปรากฏการณ์เอลนีโญ ต้นทุนการผลิตสูงจากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ
แล้วอะไรจะเป็นปัจจัยบวก ที่จะเป็น “ลางดี” ของปีมะโรง 2567 นี้
⦁‘ส่งออก’พลิกลบเป็นบวกเกิน2%
อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระด้านการค้าระหว่างประเทศ และที่ปรึกษาอาวุโส บิรษัท อินเทลลิเจนท์ รีเสิร์ช คอนซัลแตนท์ (ไออาร์ซี) จำกัด ระบุว่า ในภาพรวมข่าวดีปีนี้ ให้น้ำหนัก 2 เรื่อง คือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการเติมเงินเข้าระบบเศรษฐกิจ และกระตุ้นภาคส่งออก ซึ่งอย่างไรภาคส่งออกยังเป็นพระเอกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพราะไทยต้องพึ่งพาส่งออกขับเคลื่อนจีดีพีเป็นสัดส่วน 65% ของจีดีพีประเทศ ปีนี้หากดันส่งออกบวกได้ 2.2% บวกดิจิทัลวอลเล็ต เศรษฐกิจไทยก็มีโอกาสโต 2.5-3.1%

ขณะที่สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ยืนยันร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ ผลักดันการส่งออกปี 2567 ให้พลิกเป็นบวก 1-2% สร้างมูลค่า 287,754 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 10 ล้านล้านบาท จากปี 2566 ส่งออกติดลบ 1.0-1.5% โดยที่ภาคเอกชนเสนอให้รัฐเร่งลดอุปสรรค ดังนี้ 1.บริหารจัดการลดต้นทุนการผลิตเพื่อรักษาความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในสถานการณ์เศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก โดยเฉพาะการบริหารต้นทุนพลังงาน ค่าไฟฟ้า อัตราดอกเบี้ย ค่าจ้างขั้นต่ำ ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และ 2.เร่งรัดการจัดกิจกรรมส่งเสริมการส่งออกในตลาดเป้าหมายที่สำคัญ และเร่งการเจรจาการค้าเสรี (FTA) และความตกลงทางการค้าและความร่วมมือทางเศรษฐกิจรูปแบบอื่น อาทิ Mini FTA ทั้งนี้ เพื่อสร้างแต้มต่อและลดอุปสรรคในการเข้าถึงตลาดและแหล่งวัตถุดิบ ให้ผู้ประกอบการไทยสามารถนำเสนอสินค้าเข้าสู่ตลาดโลกและแสวงหาวัตถุดิบสำคัญได้มากขึ้น
⦁‘ท่องเที่ยว’ปั๊มเงิน3.5ล้านล้าน
อีกเครื่องยนต์ที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องด้วยดันเศรษฐกิจ คือ ภาคการท่องเที่ยว โดยปี 2567 มีภาพเชิงบวกมากขึ้น เมื่อรัฐบาลหันมาให้ความสำคัญกับการใช้ท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือเดินหน้าเศรษฐกิจไทย ผ่านการตั้งเป้าหมายรายได้รวมอยู่ที่ 3.5 ล้านล้านบาท จากที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ตั้งเป้าหมายทำงานกรณีดีที่สุด (Best Case Scenario) ไว้ที่ 3 ล้านล้านบาท ดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย 35 ล้านคน ส่วนไทยเที่ยวไทยก็ไม่ได้ทิ้งขว้าง เนื่องจากตามที่หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เตรียมเปิดตัวโครงการใหม่ ผลักดันเมืองรองที่มีศักยภาพด้านเศรษฐกิจ ทั้งมิติการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว ให้เป็นเมืองหลักในด้านต่างๆ นั้น ล่าสุด ได้ข้อสรุปรายชื่อ 10 จังหวัด จากทั้ง 5 ภูมิภาคที่ได้รับการคัดเลือกร่วมกันมาประชาสัมพันธ์นำร่องแล้ว ได้แก่ 1.แพร่ 2.ลำปาง 3.นครสวรรค์ 4.นครพนม 5.ศรีสะเกษ 6.จันทบุรี 7.ราชบุรี 8.กาญจนบุรี 9.นครศรีธรรมราช และ 10.ตรัง ซึ่งแม้จังหวัดกาญจนบุรีจะเป็นเมืองหลักในแง่การท่องเที่ยวอยู่แล้วนั้น แต่มองว่าควรส่งเสริมศักยภาพทางเศรษฐกิจที่มีอยู่แล้วให้โดดเด่นมากยิ่งขึ้น

ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระบุว่า ปี 2567 ททท.วางกลยุทธ์ในการส่งเสริมตลาดไทยเที่ยวไทย ควบคู่ไปกับต่างชาติเที่ยวไทย โดยจะกระตุ้นตลาดเที่ยวในประเทศให้คนไทยเที่ยวเมืองไทยเพิ่มจำนวนครั้งมากขึ้น กระจายไปในหลายจังหวัดให้มากกว่าเดิมแบบตลอดทั้งปี หรือ “365 วัน มหัศจรรย์เมืองไทยเที่ยวได้ทุกวัน” ชูความแตกต่างอย่างมีเอกลักษณ์ของแต่ละภาค ภายใต้แคมเปญ “สุขทันที ที่เที่ยวไทย” อาทิ ชวนสัมผัส “เสน่ห์วันวานเมืองเหนือ” ผสานความร่วมสมัย ผ่าน Northern Thailand Soft Power สู่แคมเปญใหม่ “365 วัน มหัศจรรย์เที่ยวเมืองรอง” เร่งประชาสัมพันธ์ภายใต้แนวคิด “เปิดประสบการณ์ใหม่ เที่ยวเมืองรองมิรู้ลืม” มุ่งเน้นการบอกต่อประสบการณ์ทรงคุณค่าในแต่ละพื้นถิ่นต่อไป
ในปี 2567 เราจะได้เห็นรายได้จากการท่องเที่ยวไทย กระจายตัวไปในหลายจังหวัดทั่วประเทศมากขึ้น เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยให้ดีกว่าเดิม

⦁‘ลงทุน’ตีปี๊บรับงบค้างท่อ
อีกเสาหลักค้ำยันเศรษฐกิจไทย คือ ภาคลงทุน ปี 2567 อยู่บนความหวังการเทงบประมาณประจำปี ที่ค้างท่อปี 2567 ต่อด้วยปี 2568 เทเข้าระบบเศรษฐกิจในปีนี้ หลายแสนล้านบาท บวกกับความหวังนายกรัฐมนตรี “เศรษฐา 1” เดินสายออกไปโรดโชว์จูงใจดึงนานาชาติเข้ามาลงทุนในไทย จุดขาย เช่น เขตเศรษฐกิจพิเศษ (อีอีซี) และโครงการแลนด์บริดจ์ ขณะที่เรื่องใกล้ตัวจะเป็นการลดภาระประชาชนและอำนวยความสะดวกในการเดินทาง อย่างสายต่อนโยบายรถไฟฟ้าสูงสุด 20 บาทตลอดสาย ผลงานชิ้นโบแดงของกระทรวงคมนาคม ที่เริ่มตั้งแต่ปลายปี 2566 และจะลากยาวออกอีกหลายปี ซึ่งปี 2567 มีลุ้นเริ่มขยายไปในเส้นทางใหม่ๆ จากนำร่องแล้ว 2 โครงการ คือ 1.รถไฟฟ้าเอ็มอาร์ที สายสีม่วง ช่วงเตาปูน-คลองบางไผ่ 16 สถานี และรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน 10 สถานี และช่วงบางซื่อ-รังสิต 4 สถานี สำหรับการเชื่อมต่อระหว่างรถไฟฟ้า MRT สายสีม่วง กับรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง สูงสุดไม่เกิน 20 บาท แต่ต้องเปลี่ยนถ่ายระบบ ณ สถานีบางซ่อน ภายใน 30 นาที และต้องใช้บัตรโดยสารใบเดียวกัน(EMV Contactless) เท่านั้น ทั้งนี้ ไม่เพียงเฉพาะสิทธิจ่ายค่าโดยสารร่วม รถไฟฟ้า MRT สายสีม่วง-รถไฟชานเมือง สายสีแดง ราคา 20 บาท แต่ปัจจุบันผู้ใช้บัตร EMV Contactless การเดินทางข้ามระบบระหว่างรถไฟฟ้า MRT ทุกสายของ รฟม. ได้แก่ สายสีม่วง-สายสีน้ำเงิน-สายสีเหลือง รวมถึงสายสีชมพู ที่กำลังจะเปิดให้บริการเต็มรูปแบบเชิงพาณิชย์ต้นปี 2567 นี้ จะได้รับสิทธิส่วนลดการเปลี่ยนถ่ายระบบด้วย
⦁ลุยแจกโฉนดที่ดิน
สำรวจภาคเกษตร ก็มีลางดี เช็กข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ระบุแนวโน้มเศรษฐกิจการเกษตรปี 2567 คาดขยายตัว 0.7-1.7% ปัจจัยจากดำเนินนโยบายของภาครัฐ ความต้องการสินค้าเกษตรในตลาดโลกเพิ่มขึ้น ราคาสินค้าเกษตรหลายชนิดอยู่ในเกณฑ์ดี แนวโน้มเศรษฐกิจสาขาพืชขยายตัว 0.6-1.6% สาขาปศุสัตว์ ขยายตัว 1.7-2.7% สาขาประมง ขยายตัว 0.5-1.5% สาขาบริการทางการเกษตร ขยายตัว 0.3-1.3% สาขาป่าไม้ ขยายตัว 2.4-3.4% แม้อาจต้องระวังเรื่องความแปรปรวนของภาวะอากาศ การบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ และความพร้อมรับมือเอลนีโญ โดยประเมินแนวโน้มราคาพืชเกษตรสำคัญดีขึ้นด้วย อย่างราคาข้าวเปลือกหอมมะลิ น่าจะใกล้เคียง 14,600 บาทต่อตัน ข้าวเปลือกเจ้าความชื้น 15% ไม่น้อยกว่า 11,200 บาทต่อตัน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และปาล์ม ความต้องการยังสูง ราคาน้ำมันปาล์มอยู่ที่่กิโลกรัมละ 31.70 บาท ผลปาล์มสดกิโลกรัมละ 5.70 บาท ราคายางพาราก็อาจดีดตัวตามราคาพลังงานโลกที่ยังสูง

อีกหนึ่งข่าวดีรับปีมังกร 2567 คือ กระทรงเกษตรและสหกรณ์ โดยสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เตรียมแจกโฉนดเพื่อการเกษตร พร้อมกันทั่วประเทศในวันที่ 15 มกราคม 2567 ซึ่งเรื่องนี้เป็นหนึ่งในนโยบายของรัฐบาลเศรษฐา 1 ที่ต้องการเปลี่ยนที่ดิน ส.ป.ก.4-01 เป็นโฉนด เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับเกษตรกรที่ได้รับสิทธิในการถือครอง ได้นำไปใช้ค้ำประกันเงินกู้กับสถาบันการเงิน เพื่อนำเงินมาใช้จ่ายเกี่ยวกับภาคการเกษตร หรืออื่นๆ ได้ สำหรับประโยชน์ของโฉนดเพื่อการเกษตร นอกจากจะเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้ได้ ยังสามารถเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันตัวในศาล กรณีมีปัญหาเกี่ยวกับคดีความ ซึ่งเรื่องนี้ต้องทำบันทึกข้อตกลง (เอ็มโอยู) กับศาล และกระทรวงยุติธรรมต่อไป
สำหรับที่มาของนโยบายนี้ ส่วนหนึ่งมาจากที่ผ่านมาการถือครองที่ดิน ส.ป.ก. ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ ไม่สามารถใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้ได้ ยกเว้นกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) แต่ก็ให้สินเชื่อได้เพียง 50% ของราคาประเมิน เกษตรกรที่ถือครองที่ดิน ส.ป.ก. จึงมีข้อจำกัดในการลงทุน ส่งผลให้ผลตอบแทนจากการเกษตรลดลงกว่าที่ควรจะเป็น หรือจำเป็นต้องไปกู้เงินจากแหล่งเงินกู้นอกระบบเพิ่มขึ้นด้วย ขณะที่ ส.ป.ก. ยังมีสิทธิที่การเข้าไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการตรวจสอบการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีกว่าเมื่อเทียบกับผู้ถือครองโฉนดที่ดินของกระทรวงมหาดไทย
⦁คลังไม่หยุดเติมใช้จ่าย
กระทรวงการคลัง ถือเป็นหน่วยงานที่ถูกคาดหวังให้ออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยเครื่องมือทางการคลัง โดยปี 2567 ประเดิมด้วยมาตรการอีซี่ อี-รีซีท กระตุ้นให้คนออกมาใช้จ่ายในปีใหม่ ถึงตรุษจีน โดยสามารถนำค่าใช้จ่ายสูงสุด 5 หมื่น ไปหักลดหย่อนภาษีตามจริง ในการยื่นปีภาษี 2567 ทั้งนี้ รัฐบาลเปิดกว้างให้ทุกคนที่เป็นผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเข้ารับโครงการได้ ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ราว 4 รายทั่วประเทศ และใครที่ยังมีสิทธิเข้าร่วมโครงการดิจิทัล วอลเล็ต สามารถเข้าร่วมได้ทั้งสองโครงการ อย่างไรก็ดี คนกลุ่มรายได้ 7 หมื่นบาทขึ้นไปที่ถูกตัดสิทธิออกจากดิจิทัลวอลเล็ตได้รับส่วนลดที่หักลดหย่อนภาษีจากมาตรการอีซี่ อี-รีซีท 1 หมื่นบาท ถือเป็นการปลอบใจจากรัฐบาลนั้นเอง โดยรัฐบาลคาดโครงการนี้ช่วยเติมเม็ดเงินได้ 7 หมื่นล้านบาท คิดเป็นการขยายตัวจีดีพีเพิ่ม 0.18%
ขณะที่ด้านภาษี การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดส่งท้ายปี 2566 เห็นชอบมาตรการขยายเวลาการลดค่าจดทะเบียนโอนอสังหาริมทรัพย์จากเดิม 2% เหลือ 1% ค่าจดทะเบียนการจำนองอสังหาริมทรัพย์ จากเดิม 1% เหลือ 0.01% เฉพาะการโอนและจดจำนองในคราวเดียวกัน ไม่นับรวมการรีไฟแนนซ์ ทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด บ้านแถว อาคารพาณิชย์ คอนโด ทั้งบ้านมือ 1 และมือ 2 เฉพาะที่มีราคาซื้อขายและราคาประเมินไม่เกิน 3 ล้านบาท และวงเงินจำนองไม่เกิน 3 ล้านบาท โดยจะเริ่มหลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา ถึง 31 ธันวาคม 2567 เพื่อลดภาระประชาชน และกระตุ้นภาคอสังหาฯ ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ราว 5 พันล้านบาท แต่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้ขยายตัว 0.5%

นอกจากนี้ ยังมีของขวัญปีใหม่จากสถาบันการเงินของรัฐ และหน่วยงานภายใต้สังกัดรวมแล้วทั้งสิ้น 39 ชิ้น อาทิ การอนุมัติวงเงินค้ำประกันสินเชื่อในโครงการพีจีเอส 10 ของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) วงเงิน 3,250 ล้านบาท เพื่อช่วยค้ำประกันสินเชื่อเอสเอ็มอี ธนาคารออมสิน ออกโครงการมีออม มีลุ้น สำหรับผู้ฝากสลากออมสินพิเศษ 2 ปี ได้รางวัลพิเศษรวม 111 ล้านบาท โครงการวินัยดี มีเงิน คืนเงินสดให้ลูกค้าผ่อนดี 500 บาท โครงการชำระดีมีโชค ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ให้สิทธิลูกค้าที่ผ่อนดีมีโอกาสลุ้นรับรางวัล 500 ล้านบาท ขณะที่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ จะคืนเงินสดให้กับลูกค้าที่ผ่อนดีรายละ 1,000 บาท ซึ่งรวมทุกโครงการ ตั้งแต่อีซี่ อี-รีซีท ลดค่าธรรมเนียมโอนและจดจำนองแล้ว คาดว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้จีดีพีปี 2567 โตได้ 0.7%
ส่วนโครงการที่ต้องติดตามกันต่อ คือ โครงการดิจิทัลวอลเล็ต เริ่มช่วงเดือนพฤษภาคม 2567 ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนรอให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ส่งคืนความเห็นที่กระทรวงการคลังได้ส่งหนังสือขอความเห็นเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กู้เงิน 5 แสนล้านบาทเพื่อดิจิทัลวอลเล็ต ไปเมื่อต้นเดือนธันวาคม 2566 โดยคาดว่าขั้นต้นนี้จะแล้วเสร็จช่วงกลางเดือนมกราคม จากนั้นกระทรวงการคลังจะยกร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 5 แสนล้านบาทได้ทันที พร้อมส่งกฤษฎีกา และส่งให้รัฐสภาพิจารณาต่อไป ซึ่งเชื่อมั่นว่าจะทันตามไทม์ไลน์เดิม คือ เริ่มใช้จ่ายเดือนพฤษภาคม 2567
อีกวาระสำคัญปีนี้ คือ สลากกินแบ่งผลิตภัณฑ์ใหม่ จากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ที่เป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจภายใต้กำกับกระทรวงการคลัง โดยแผนงานการออกผลิตภัณฑ์ใหม่นั้น ได้ผ่านการเห็นชอบ ครม.มาตั้งแต่ก่อนยุบสภา และได้ดำเนินการไปแล้วหนึ่งผลิตภัณฑ์ คือ สลากลอตเตอรี่ 6 หรือแอล 6 ที่เป็นการต่อยอดสลากกินแบ่งแบบใบ ไปสู่สลากดิจิทัลที่ได้รับกระแสตอบรับที่ดี ตบท้ายด้วยอีกผลิตภัณฑ์ คือ สลากเลข 3 หลัก หรือเอ็น 3 ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียด คาดว่าจะเสนอคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล (บอร์ดสลาก) ได้ช่วงไตรมาส 1 ปี 2567 และเห็นชอบแล้ว คาดว่าจะเริ่มจำหน่ายได้ประมาณเดือนพฤษภาคม 2567 เป้าหมายสำคัญคือการสู่กับตลาดหวยออนไลน์ผิดกฎหมาย หวยจากเพื่อนบ้านที่ปัจจุบันคนไทยรุ่นใหม่นิยมเล่นกัน

⦁ลดภาระต่อ-หั่นค่าไฟ-พลังงาน
เดือนธันวาคมที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐา มติลดค่าไฟงวดใหม่ของปี 2567 เดือนมกราคม-เมษายน เป็นระดับไม่เกิน 4.20 บาทต่อหน่วย จากเดิมคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เคาะราคาตามต้นทุนจริงร่วมกับนำใช้หนี้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นระดับ 4.68 บาทต่อหน่วย ราคาดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์ทั้งจากภาคประชาชน และภาคเอกชน ทำเอา เศรษฐา และ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ต่างยืนยันรับไม่ได้สั่งการทบทวนราคา โดยราคาต่ำกว่า 4.20 บาทต่อหน่วยรอบอร์ด กกพ.เคาะราคา 3 มกราคมนี้ การเคาะราคาหลังปีใหม่ เพื่อให้ กฟผ. และบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) มีเวลาพิจารณาต้นทุนอย่างรอบคอบที่สุด นอกจากนี้ ครม.ยังเดินหน้าช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบางที่ใช้ไฟไม่เกิน 300 หน่วยต่อเดือน ปัจจุบันมีประมาณ 17 ล้านราย ให้ใช้ไฟราคา 3.99 บาทต่อหน่วยต่อไป ใช้งบกลาง 2567 อุดหนุนเกือบ 2,000 ล้านบาท อีกมาตรการพลังงานที่โดนใจประชาชน คือ การขยายเวลาตรึงดีเซลไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร ออกไปอีก 3 เดือน ผ่านกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและภาษีสรรพสามิต มีผล 1 มกราคม-31 มีนาคม 2567 ตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 20 ธันวาคมเช่นกัน ซึ่ง กบน.ย้ำว่าการดำเนินการดังกล่าว เป็นการปฏิบัติภารกิจให้เป็นไปตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 2562 ในการรักษาเสถียรภาพระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมเพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนในสถานการณ์ที่ราคาพลังงานยังมีความผันผวน ขณะที่ประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสุทธิ ณ วันที่ 24 ธันวาคม 2566 ติดลบ 78,594 ล้านบาท แบ่งเป็นบัญชีน้ำมันติดลบ 32,476 ล้านบาท ส่วนก๊าซแอลพีจีติดลบ 46,118 ล้านบาท การเข้าช่วยดีเซลผ่าน กบน.ขาเดียว ไร้ภาษีจะทำให้กองทุนน้ำมันฯมีภาระหนัก นอกจากนี้ ยังมีอีกมาตรการ คือ ลดราคากลุ่มเบนซินลง 0.80-2.50 บาทต่อลิตร โดยแก๊สโซฮอล์ 91 ลดสูงสุด 2.50 บาทต่อลิตร ตั้งแต่ 7 พฤศจิกายน 2566-31 มกราคม 2567
ปิดท้ายข่าวดีสุดท้ายจากมาตรการพลังงานคือ การตรึงราคาก๊าซหุงต้ม หรือแอลพีจี โดยกระทรวงพลังงานตรึงราคาที่ 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม เป็นระยะเวลา 3 เดือน มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-31 มีนาคม 2567
เป็นข่าวดีแต่มาตรการส่วนใหญ่สิ้นสุดแค่มีนาคม 2567 ต้องลุ้นว่ารัฐบาลเศรษฐา 1 จะใจดีต่ออายุรัวๆ หรือไม่!!
⦁อสังหาลุ้นเลิกLTV-ลดดอก-หนี้ครัวเรือน
เศรษฐกิจใกล้ตัว หนึ่งในปัจจัย 4 ของการใช้ชีวิต คือ ภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยสำรวจมุมมองของภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ต่างใจจดจ่อ รอลุ้นข่าวใหม่ ข่าวดีที่อาจจะเกิดขึ้นในปี 2567 โดยเฉพาะมาตรการจาก “รัฐบาลเศรษฐา 1” ที่จะออกมาเพิ่มเติมจากการต่ออายุลดค่าธรรมเนียมการโอนจาก 2% เหลือ 1% และค่าจดจำนองจาก 1% เหลือ 0.01% ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2567 หลังมีคิวจ่อเข้าพบ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในเร็วๆ นี้ มีหลากหลายประเด็นที่รอถก โดยเฉพาะมาตรการ LTV กฎเหล็กจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ดีเวลลอปเปอร์ประสานเสียง น่าจะถึงเวลาปลดล็อก และเชื่อว่าจะเป็น “ยาแรง” มากระชากกำลังซื้อในตลาดชะลอตัว ติดหล่มรีเจกต์เรตที่ทะยานกว่า 50% ได้ไม่มากก็น้อย

อิสระ บุญยัง ประธานคณะกรรมการสมาคมการค้ากลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ออกแบบ และก่อสร้าง สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยประเมินปัจจัยบวกมีผลต่อตลาดอสังหาฯ ปี 2567 คือ ภาคการท่องเที่ยวจะเชื่อว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวจะดีขึ้น การส่งออกอาจจะฟื้นตัวจากปี 2566 แต่อาจจะไม่แข็งแรงมาก ขณะที่โครงการต่างๆ ที่รัฐบาลลงทุนต่อเนื่องมาหลายปี จะเริ่มแล้วเสร็จมากขึ้น เช่น โครงข่ายรถไฟฟ้า ถนน มอเตอร์เวย์ จะกระตุ้นให้เกิดแลนด์ซัพพลาย กระจายการพัฒนาไปในทำเลใหม่ๆ เพิ่มทางเลือกให้กับผู้ประกอบการในการซื้อที่ดินในราคาไม่สูงมาก เนื่องจากมีทำเลให้เลือกมากขึ้น ด้านอัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวสูงมาตลอดปี 2566 น่าจะคงที่หรือมีโอกาสชะลอตัวลง เพราะอัตราเงินเฟ้อไม่สูงแล้ว รวมถึงนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาลออกมา รวมถึงการมีนโยบายดิจิทัลวอลเล็ตออกมาน่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ 1-1.5% เมื่อเศรษฐกิจดี จะทำให้ตลาดอสังหาฯดีตามไปด้วย
ขณะที่ พีระพงศ์ จรูญเอก นายกสมาคมอาคารชุดไทย มองว่าปี 2567 ยังมีปัจจัยบวกในครึ่งปีหลัง ผลพวงจากอัตราดดอกเบี้ยที่จะปรับตัวลดลง หลังจากครึ่งปีแรกหยุดขึ้นอัตราดอกเบี้ยแล้ว จึงมองว่าเป็นสัญญาณดีในครึ่งปีหลัง ถ้าเป็นข่าวดีที่จะเซอร์ไพรส์ คือ หวังว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะลดอัตราดอกเบี้ย เพราะภาระดอกเบี้ยไม่เฮลธ์ตี้ต่อคนไทยทำให้ใช้ชีวิตยากขึ้น ทั้งภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ ขณะเดียวกันหวังว่าภาวะหนี้ครัวเรือนควรจะลดลงจากกว่า 90% เหลือกว่า 80% ด้านการท่องเที่ยวจะดีขึ้นมีท่องเที่ยวเข้ามาถึง 30-35 ล้านคน แม้จะไม่มีนักท่องเที่ยวจีนเข้ามา แต่ยังมีนักท่องเที่ยวจากรัสเซีย และหลายชาติเข้ามาทำให้รายได้ของประเทศเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น จึงมองว่าปีหน้ายังมีปัจจัยบวกอ่อนๆ จากปีนี้ และจีดีพีน่าจะเติบโตกว่า 3% และตลาดคอนโดมิเนียมจากปี 2566 ตลาดฟื้นหลอก ปี 2567 น่าจะฟื้นจริง และโตอ่อนๆ 5-10% ตามภาวะเศรษฐกิจ
⦁หุ้นพ้นจุดวิกฤตต่ำสุด
ทิศทางหุ้นไทยในปี 2567 หลายสำนักประเมินภาพดีขึ้นกว่าปี 2566 ที่เพิ่งผ่านพ้นไป เพราะประเด็นที่มีผลกระทบหลักอย่างการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คาดการณ์ว่าจะปรับลดดอกเบี้ยในเดือนมีนาคม 2567 ซึ่งจะลดดอกเบี้ยลง 0.75% หรือ 3 ครั้ง แต่มุมมองของตลาดมองว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยเชิงรุก ในระดับ 1.50% หรือ 6 ครั้ง และลุ้นเฟดจะปรับลดดอกเบี้ยเร็วขึ้น ทั้งธนาคารกลางชั้นนำ อาทิ ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) ได้ยุติวงจรดอกเบี้ยขาขึ้นในปีนี้แล้ว
ปี 2567 ปัจจัยที่มีผลต่อการลงทุนในประเทศไทยยังเป็นสถานการณ์โลก โดยเฉพาะจากโซนประเทศอเมริกาและยุโรป เพราะปี 2566 เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาดีมากๆ โดยเฉพาะการลงทุนในปัญญาประดิษฐ์ แต่ในแง่ของการลงทุนปี 2567 อาจไม่ได้สดใสมากนัก เพราะดอกเบี้ยสูงกำลังซื้อลดน้อยลง การตลาดแรงงานค่อนข้างเบาลง โดยประเทศไทยในไตรมาส 2/2567 สืบเนื่องจากการลดดอกเบี้ยอาจจะส่งผลต่อประเทศไทยมากๆ ซึ่งต้องจับตาดูนโยบายดิจิทัลวอลเล็ตที่มีผลต่อเศรษฐกิจไทยพอสมควร

ไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท หลักทรัพย์ ทิสโก้ จํากัด และกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (เฟทโก้) ระบุว่า เชื่อว่า Downside risk ของตลาดหุ้นไทยเหลือไม่มาก ประเมินจาก Forward P/E ปัจจุบันที่ 14 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 15 ปีที่ 15 เท่า และไม่ถือว่าสูงเมื่อเทียบกับกำไรบริษัทจดทะเบียนที่คาดว่าจะเติบโตระหว่าง 11-15% ในปี 2567 แม้ตลาดหุ้นไทยอาจดูแพง ถ้าเทียบกับตลาดหุ้นเอเชียมี Forward P/E ที่ 13 เท่า แต่ไม่น่ากังวล เพราะแวลูเอชั่นของไทยสูงกว่าเอเชียมาตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา จึงมีความเป็นไปได้สูงที่ตลาดหุ้นไทยจะกลับสู่ขาขึ้นในปี 2567
3 เงื่อนไขที่หุ้นไทยจะปรับขึ้น ได้แก่ 1.รัฐบาลต้องบริหารเศรษฐกิจให้กลับมาขยายตัวในระดับ 3-4% ในปีหน้า และในปีถัดๆ ไป เพราะโจทย์ที่ยากกว่า คือการรักษาโมเมนตัมการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว รวมถึงการเร่งดึงดูดการลงทุนตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment) และการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน 2.รัฐบาลต้องรักษาวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด ใช้งบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผมเห็นด้วยกับการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะยังมีความจำเป็น และผมเชื่อว่าตลาดทุนจะตอบรับเชิงบวกถ้ารัฐบาลเลือกใช้มาตรการที่ตรงกลุ่มเป้าหมาย มีผลทวีคูณต่อระบบเศรษฐกิจสูง และส่งผลให้เกิดการจ้างงานที่ต่อเนื่อง และ 3.ภาครัฐต้องไม่ออกกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุนในรูปแบบที่ไม่ได้มาตรฐานสากล เพราะอาจทำให้นักลงทุนต่างชาติลดการลงทุน ซึ่งนอกจากจะทำให้สภาพคล่องลดลง ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อการระดมทุนของภาคธุรกิจ
หากทำได้ทั้ง 3 เงื่อนไขนี้ ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสกลับมา Outperform ตลาดหุ้นโลกในปี 2567 ที่น่าสนใจคือ ตลาดหุ้นไทยไม่เคยให้ผลตอบแทนติดลบ 2 ปีติดต่อกัน แม้แต่ครั้งเดียวในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา

