โจทย์ท้าทายธุรกิจปี’67 ‘ต้องพัฒนาให้ยั่งยืน’ ขยับตัวช้า ไม่รอด!!

โจทย์ท้าทายธุรกิจปี’67 ‘ต้องพัฒนาให้ยั่งยืน’ ขยับตัวช้า ไม่รอด!!

ห้วงเวลานี้ ทั่วทั้งโลกต่างให้ความสำคัญกับ การพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ถือเป็นเทรนด์ที่เกิดขึ้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา และอนาคตหลังจากนี้การพัฒนาที่ยั่งยืนจะเป็นตัวกำหนดอนาคตของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคเศรษฐกิจ ที่ทั้งรัฐและเอกชนต่างใช้เป็นแนวทางในการขับเคลื่อน ทั้งเพื่อความอยู่รอดและความยั่งยืนขององค์กรนั้นๆ

⦁ส.อ.ท.ปลุกโรงงานยั่งยืน-บูมศก.บีซีจี4.4ล้านลบ.
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ปี 2567 ส.อ.ท.จะให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) โดยมีเป้าหมายในการขับเคลื่อนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ของประเทศไทยในปี 2608

ปัจจุบันรัฐบาลมีเป้าหมายสร้างฐานเศรษฐกิจหลักจากบีซีจี มูลค่ากว่า4.4 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 24% ต่อจีดีพี ตามที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ โดย ส.อ.ท.จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนบีซีจี ผ่านโครงการ Smart Agriculture Industry (SAI) ในพื้นที่นำร่องเพื่อเป็นตัวอย่างให้กับภาคเกษตรต่อไป

Advertisement

“ส.อ.ท.จะเน้นบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการขับเคลื่อนข้อเสนอแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย ที่ได้มีการนำเสนอ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ไปแล้ว เพื่อให้เห็นผลเป็นรูปธรรมต่อไป” นายเกรียงไกรกล่าว

สำหรับการมุ่งสู่ Net Zero จะสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมปรับตัวจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลมาเป็นพลังงานหมุนเวียนหรือพลังงานสะอาด รวมถึงการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใกล้เคียงกับศูนย์มากที่สุด

ผ่านขั้นตอน ดังนี้ การเตรียมพร้อมด้านงานมาตรฐาน carbon credit หรือยกระดับให้ได้รับการยอมรับในระดับสากล พัฒนานวัตกรรมสินค้าและบริการเพื่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงผลักดันการหมุนเวียนทรัพยากรและวัสดุที่ไม่ใช้แล้วนำกลับมาใช้ใหม่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด พัฒนาเทคโนโลยีเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิต โดยเดินหน้าโครงการการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และนำไปกักเก็บยังชั้นใต้ดิน

รวมทั้งการเตรียมความพร้อมให้กับภาคอุตสาหกรรมในการปฏิบัติตามมาตรการกีดกันทางการค้า NTM เช่น CBAM, Carbon Tax เป็นต้น การเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานสะอาด หรือพลังงานหมุนเวียน Energy transition การสร้างการมือส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนเป้าหมาย Net Zero

ทั้งนี้ ต้องเร่งสร้างความเข้าใจ และส่งเสริมการดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิด ESG ประกอบด้วย Environment Social และ Governance เป็นแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาขององค์กรอย่างยั่งยืน โดยขับเคลื่อนนโยบายสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ อาทิ บูรณาการแนวทางการออกกฎหมาย ระเบียบ และแนวทางปฏิบัติต่อเรื่อง Climate Change ให้ไปในทิศทางเดียวกัน โดยเร่งรัด พ.ร.บ.เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Act)

รวมทั้งจัดทำนโยบาย แนวทางการปฏิบัติ สำหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ให้มีการเชื่อมโยง ไม่ซ้ำซ้อน และเอื้อต่อการปฏิบัติให้บรรลุเป้าหมายเดียวกัน และเตรียมความพร้อมภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนปลูกฝังเยาวชนในการรับมือมาตรการที่เกี่ยวข้องกับ Climate Change ให้สอดคล้องในระดับสากล อาทิ สร้างกลไกดำเนินงานเพื่อส่งเสริมตลาดคาร์บอนเพื่อเป็นช่องทางในการชดเชยคาร์บอนสำหรับผู้ประกอบการ

นอกจากนี้ ต้องส่งเสริมการจัดซื้อจัดจ้างผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และบรรจุแนบท้ายของกรมบัญชีกลาง (บังคับ) รวมทั้งยกระดับการจัดการสิ่งแวดล้อมให้สอดคล้องตามกฎหมาย และได้มาตรฐานอุตสาหกรรมสีเขียว (การจัดการขยะ กากอุตสาหกรรม) ใช้กลไก EPR ในการบริหารจัดการขยะและการนำกลับมาใช้ใหม่ (Circular Economy) นำกากอุตสาหกรรมไปใช้ประโยชน์ เป็นวัสดุหมุนเวียน (Circular Materials) การใช้ประโยชน์ใหม่ (waste symbiosis) และแก้ปัญหาการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมซ้ำซาก

⦁หอการค้ากระตุ้นเอสเอ็มอีตื่น-ปรับรับเทรนด์โลก
ขณะที่ผู้นำเอกชนอย่างสภาหอการค้า นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าเอสเอ็มอีส่วนใหญ่ของประเทศยังไม่เข้าใจและเห็นถึงความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับสังคมและสิ่งแวดล้อมมากนัก หอการค้าฯพยายามผลักดันประเด็น Sustainability ให้ผู้ประกอบการในประเทศเกิดความตื่นตัวและเร่งปรับธุรกิจให้เป็นไปในทิศทางใหม่ซึ่งการค้าโลกให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก

ปัจจุบันบริษัทสมาชิกขนาดใหญ่ของหอการค้าไทย ที่มีความพร้อมและมีศักยภาพ เริ่มต้นนำเอาโมเดล BCG และ ESG มาตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางของการดำเนินธุรกิจ มากไปกว่านั้นหลายบริษัทได้เริ่มถ่ายทอดองค์ความรู้และแนวทางการปรับตัวไปยังบริษัทคู่ค้าที่อยู่ใน Supply Chain ให้ทยอยปรับตัว เพื่อเดินหน้าธุรกิจสีเขียวไปด้วยกัน อาทิ มิติด้านเกษตรและอาหาร หอการค้าฯได้มีการสร้างเครือข่ายกลุ่มผู้ประกอบการผลิตอาหารแห่งอนาคต (Thailand Future Food) การขับเคลื่อนโครงการส่งมอบอาหารส่วนเกินที่ปลอดภัยสู่ชุมชนขาดแคลนอาหารกว่า 1.4 ล้านมื้อ

รวมทั้งการส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อด้วยแนวทาง BCG ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนมิติด้านการท่องเที่ยว หอการค้าฯพัฒนาการท่องเที่ยวคุณภาพสูง HAPPY Model ยกระดับการท่องเที่ยวด้วยอัตลักษณ์ชุมชน-ทุนทางวัฒนธรรม โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมในพื้นที่เป็นสำคัญ

“ได้ส่งเสริมการทำธุรกิจที่คำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่างๆ อย่างรอบคอบ รอบด้าน และโปร่งใส จะนำพาให้ธุรกิจไปสู่ความยั่งยืนได้ โดยจัดทำประกาศเกียรติคุณจรรยาบรรณดีเด่น หอการค้าไทย อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 21 เพื่อยกย่อง เชิดชูเกียรติ และเป็นขวัญกำลังใจให้ภาคธุรกิจเอกชนที่ประกอบธุรกิจอย่างมีจรรยาบรรณและหลักธรรมาภิบาล” นายสนั่นกล่าว

ทั้งนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาประเทศไปสู่ความยั่งยืนได้ จำเป็นต้องมีการพัฒนา “คน” ซึ่งหอการค้าฯได้ให้ความสำคัญกับการสร้างคน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา หอการค้าไทยได้สร้างกลุ่มผู้ประกอบการคนรุ่นใหม่ YEC (Young Entrepreneurs Chamber of Commerce) ให้เป็นเครือข่ายที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนากิจกรรมต่างๆ ในแต่ละจังหวัดจนเป็นที่ยอมรับจากภาครัฐและเอกชนอย่างกว้างขวาง รวมถึงมีความมุ่งมั่นที่จะยกระดับผู้บริหารรุ่นใหม่ให้เป็นกำลังหลักในการพัฒนาประเทศในอนาคต จึงได้ริเริ่มโครงการสร้างผู้นำที่เป็นคนรุ่นใหม่ ด้วยผู้บริหารและนักธุรกิจแนวหน้า ภายใต้ชื่อโครงการ Developing Outstanding Talents for Thailand หรือ DOT รุ่นที่ 1

นอกจากนี้ หอการค้าฯได้มีบทบาทในการผลิตบัณฑิตรุ่นใหม่ ที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผ่าน Harbour space@UTCC โดยนำคนเก่งจากทั่วโลก มาสร้างคนเก่งออกสู่สังคม เพื่อสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันให้ทัดเทียมประเทศอื่นๆ ในเวทีโลก และจะยังมุ่งเน้นในการส่งเสริมและพัฒนาคนรุ่นใหม่ต่อไปเพราะเราเชื่อว่าคนรุ่นใหม่เป็นพลังที่สำคัญที่จะขับเคลื่อนประเทศไปสู่ความยั่งยืน

⦁เอสเอ็มอีชง 7 เศรษฐกิจสร้างทรัพยากรมนุษย์
ด้านผู้นำเอสเอ็มอี นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวว่า Sustainability หรือความยั่งยืน เป็นคำยอดฮิตแห่งปี 2023 ของทุกวงการทั่วโลกและทวีบทบาทมากขึ้นในปี 2024 ต่อเนื่องที่ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา ภาคประชาสังคมให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนสร้างการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมสู่โลกแห่งความยั่งยืน รวมทั้งการสร้างความตระหนักปรับตัวของธุรกิจทุกขนาด

ทั้งนี้ มองว่าความยั่งยืนไม่ได้หมายถึงความทันสมัยของโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ การบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้า น้ำ ขยะ มลพิษ และสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงการออกแบบนโยบายขับเคลื่อนประเทศที่เน้นส่งเสริมศักยภาพ การสร้างคนให้คนสร้างชาติ ปลูกฝังในดีเอ็นเอทุกช่วงวัยให้มีขีดความสามารถความพร้อมแข่งขันกับนานาประเทศ และนโยบายมาตรการรัฐที่ใช้งานได้ประโยชน์จริงเป็นรูปธรรมให้กับประชาชน เกษตรกรและเอสเอ็มอีเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม

โดยมี 7 เศรษฐกิจ ที่สร้างพลังทรัพยากรมนุษย์ไทย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่ความยั่งยืนของชาติ ประกอบด้วย

1.เศรษฐกิจพอเพียง เป็นเส้นทางการสร้างภูมิคุ้มกันสู่ความยั่งยืนที่แท้จริง ความพอเพียงคือการประมาณตน ไม่ก่อหนี้เกินกำลัง เกินความพอดีกับความสามารถ และไม่ฟุ่มเฟือยฟุ้งเฟ้อ สอดคล้องกับสัญญาณเศรษฐกิจที่มีหนี้ครัวเรือนสูงถึงกว่า 90% ของจีดีพีประเทศ

2.เศรษฐกิจดิจิทัล หรือเศรษฐกิจพลังแห่งการสื่อสารโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสื่อสารคอนเทนต์สร้างสรรค์สู่ตลาดกลุ่มเป้าหมาย ประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ บริหารจัดการฐานข้อมูลเพื่อการใช้ประโยชน์ในการวางแผนกลยุทธ์ธุรกิจ และแก้ปัญหาธุรกิจองค์กร เพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ เพิ่มรายได้ให้องค์กร โดยมุ่งหมายให้ประชาชนในประเทศสู่ “Digital citizenship” หรือ “พลเมืองดิจิทัล” ที่พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีดิจิทัล ต้องส่งเสริมให้เอสเอ็มอีเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และประชาชนทั่วไปได้ใช้อินเตอร์เน็ตราคาถูก เข้าถึงไวไฟชุมชนหรือพื้นที่สาธารณะฟรี

3.เศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือเศรษฐกิจเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและบริการของไทยที่ขับเคลื่อนโดยเพิ่มโอกาสเข้าถึงการพัฒนาอย่างเป็นระบบต่อเนื่องด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรมผสานกับวัฒนธรรม ประเพณี ค่านิยมที่พร้อมถ่ายทอดยกระดับสู่สากล ขยายตลาดในและต่างประเทศ ไทยมีจุดแข็งทั้งด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่มีความหลากหลาย อาหารไทยสร้างสรรค์ที่มีเอกลักษณ์ สมุนไพรไทยที่มีสรรพคุณรักษาโรคมากมาย

4.เศรษฐกิจหมุนเวียน หรือเศรษฐกิจพึ่งพาตนเองด้วยการส่งเสริมผู้ประกอบการไทยลงทุนในประเทศ หรือ Thai Direct Investment (TDI) ในประเภทสินค้าบริการที่มีมูลค่า ปริมาณ ความสำคัญในการนำเข้ามาจากต่างประเทศ มีมาตรการสนับสนุนให้เกษตรกรไทย ผู้ประกอบการไทยผลิตเองใช้เองในประเทศและสามารถมีตลาดส่งออกในส่วนที่ผลิตเพิ่มได้ด้วยจะช่วยลดต้นทุนค่าครองชีพ ลดต้นทุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ลดการนำเข้าจากต่างประเทศ ลดการขาดดุลการค้า สร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจในประเทศ

5.เศรษฐกิจสีเขียว หรือเศรษฐกิจรักษ์โลกที่คำนึงถึงผลกระทบสิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเข้าสู่ผู้ประกอบการธุรกิจคาร์บอนต่ำ อาทิ พลังงานสีเขียว การเร่งเครื่องปรับโครงสร้างพลังงานตั้งแต่ต้นน้ำ พลังน้ำ สร้างพลังชีวิตทั้งภาคประชาชน ภาคการเกษตร ประมง ปศุสัตว์ ภาคอุตสาหกรรม ภาคการค้า และภาคการบริการล้วนต้องใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำที่มีคุณภาพ ปริมาณเพียงพอในการดำเนินชีวิต และขยะทองคำ ต้องมาตรการที่เป็นรูปธรรมลดขยะพลาสติก นำขยะมาสกัดโลหะมีค่าเพื่อเพิ่มมูลค่าเชิงพาณิชย์

6.เศรษฐกิจแบ่งปัน หรือเศรษฐกิจกินแบ่ง การขจัดเศรษฐกิจกินรวบธุรกิจกึ่งผูกขาด มุ่งกระจายอำนาจการถือครองทรัพยากร กระจายโอกาสในการดำเนินธุรกิจ และกระจายรายได้ให้ทั่วถึง แก้ไขปัญหากฎหมายกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ ลดขั้นตอนค่าใช้จ่ายต้นทุนการขออนุญาต ความเป็นธรรมทางการค้า การแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรม การไม่เอารัดเอาเปรียบกับคู่ค้า คู่แข่ง ลูกค้า ประชาชนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เกิดการลความเหลื่อมล้ำในทุกมิติ

7.เศรษฐกิจฐานราก หรือเศรษฐกิจชุมชน รายได้ของประชากรต่อหัวของประเทศเป็นสิ่งที่สำคัญ แต่การกระจายรายได้ไปสู่เศรษฐกิจฐานรากสำคัญยิ่งกว่า

ทั้งนี้ สมาพันธ์คาดหวังเศรษฐกิจไทยต้องไปต่ออย่างยั่งยืน ดังนั้นการร่วมมือทุกภาคส่วนเพื่อแก้ไขปัญหาปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจปี 2567 จึงเป็นเรื่องที่ต้องผนึกพลังทุกภาคส่วน ในสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่มีสัญญาณฟื้นตัวจากกำลังซื้อที่ตกต่ำลง สงคราม ต้นทุนวัตถุดิบ ปัจจัยการผลิต พลังงาน ค่าครองชีพสูง ดอกเบี้ยนโยบายปรับเพิ่มอย่างต่อเนื่องจนกระทบต่อการเข้าถึงแหล่งทุน ขีดความสามารถในการชำระหนี้ของเอสเอ็มอี การรณรงค์ธรรมาภิบาลในทุกองค์กร การต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น

ทั้งหมดต้องไม่ทำเป็นอีเวนต์ เพราะปัญหาดังกล่าวจะเป็นมะเร็งร้ายของไทยในอนาคต

⦁กสิกรไทยกางภารกิจช่วยธุรกิจปรับตัว
ฟากภาคการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ จึงออกมาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม (Thailand Taxonomy) ได้มีการหารือกับธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ (D-SIBs) 6 แห่ง เพื่อให้สถาบันการเงินในไทยสนับสนุนภาคธุรกิจไทยให้สามารถปรับตัวในช่วงการเปลี่ยนผ่าน และช่วยภาคธุรกิจปรับตัวให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยกำหนดให้ธนาคารขนาดใหญ่ส่งแผนและแนวทางออกผลิตภัณฑ์ภายในไตรมาสที่ 1/2567

น.ส.ขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ความท้าทายคือการช่วยลูกค้าปรับตัว รับรู้และตระหนักถึงสิ่งที่เปลี่ยนไป และให้ลูกค้าเตรียมพัฒนาศักยภาพสอดคล้องกับเศรษฐกิจในอนาคต โดยเฉพาะเรื่องสิ่งแวดล้อมที่จะมีกฎเกณฑ์เพิ่มมากขึ้น หากลูกค้าไม่เริ่มปรับตัวตั้งแต่วันนี้การทำธุรกิจในอนาคตอาจจะเปลี่ยนแปลงไม่ทันและธุรกิจอาจได้รับผลกระทบ

ในส่วนของธนาคารจะให้ไปบอกผู้ประกอบการให้ปรับตัวนั้น ลูกค้าอาจจะยังไม่รู้ว่าจะต้องปรับตัวอย่างไร เนื่องจากนโยบายรัฐบาลยังไม่ได้ระบุถึงการปรับตัวไปสู่สังคมสีเขียวว่าควรจะเป็นไปในลักษณะใด และมีบทนิยามที่ออกมาไม่ชัดเจนมากนัก ขณะเดียวกัน ธนาคารควรมีหน้าที่กระตุ้นให้ลูกค้ารับรู้ว่าการทำธุรกิจในอนาคตจะมีหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปและผู้ประกอบการหรือลูกค้าเองก็ต้องปรับตัวด้วย

“ธนาคารกสิกรไทย เป็นสถาบันการเงินภายใต้การกำกับของ ธปท. ระบุให้ธนาคารส่งแผนในการปล่อยสินเชื่อหรือการออกผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งธนาคารจะเร่งทำแผนและส่งให้กับ ธปท.ต่อไป คาดว่าจะส่งแผนได้ในไตรมาส 1/2567” น.ส.ขัตติยากล่าว

ที่ผ่านมา ธนาคารได้มีการทำธุรกิจกับพันธมิตรที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม เช่น ธนาคารกสิกรไทย สนับสนุนวงเงินสินเชื่อที่เชื่อมโยงกับการดำเนินงานด้านความยั่งยืน (Sustainability-Linked Loan : SLL) จำนวน 10,000 ล้านบาท ให้แก่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือจีซี เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานตามเป้าหมายด้านความยั่งยืนของบริษัท ที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ.2050

สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ธนาคารทยอยทำไปก่อนที่ประกาศของ ธปท.กำหนดเกณฑ์ แต่ในส่วนของธนาคารมีวัตถุประสงค์ในการให้สินเชื่อไปใช้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะ และต้องวัดผลได้ว่าสิ่งนั้นๆ ช่วยเน็ตซีโร่อย่างไร และสามารถใช้ได้จริง

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาธนาคารได้สนับสนุนสินเชื่อเพื่อสิ่งแวดล้อมให้กับผู้ประกอบการรายใหญ่ ซึ่งเป็นกลุ่มที่เข้าใจในการทำธุรกิจเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เช่น ที่ธนาคารให้สินเชื่อกับจีซีแล้ว แผนต่อไปธนาคารจะผลักดันสินเชื่อไปสู่ซัพพลายเออร์อื่นๆ ของจีซี เช่น ซัพพลายเออร์ของธุรกิจ คนขายวัตถุดิบให้บริษัท เป็นต้น

โดยการจะปรับเปลี่ยนไปสู่เน็ตซีโร่ ก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนไปทั้งห่วงโซ่ เพราะจะเรียกว่าธุรกิจนั้นๆ เป็นกรีนไม่ได้อยู่ดี เพราะวัตถุดิบ หรือองค์ประกอบอื่นๆ ในธุรกิจยังไม่มีการเน็ตซีโร่ที่แท้จริง

⦁บิ๊กอสังหาฯย้ำเทรนด์บ้านรักษ์โลกมาแรง
ปิดท้ายด้วยมุมมองจากผู้นำภาคอสังหาฯ นายอุทัย อุทัยแสงสุข ประธานผู้บริหารสายงานปฏิบัติการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แสนสิริวางโรดแมปเดินหน้าธุรกิจอย่างยั่งยืน (sustainability) ตั้งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 ผ่าน 3 กลยุทธ์สำคัญ ได้แก่ การเลือกใช้วัสดุ การออกแบบ และการก่อสร้างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

โดยตั้งเป้าภายใน 3 ปี ตั้งแต่ปี 2566-2568 จะติดตั้งโซลาร์รูฟ 6,600 หลัง ครอบคลุมบ้านเดี่ยวทุกหลัง คอนโดมิเนียมและพื้นที่ส่วนกลางทุกโครงการใหม่ได้ครบ 100% โดยยังไม่ได้ติดตั้งในทาวน์เฮาส์ เนื่องจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น อาจทำให้คนไม่มีกำลังซื้อได้ จึงเน้นเจาะตลาดระดับบนเป็นหลัก เพราะมีกำลังพร้อมจ่าย ทั้งนี้จากการติดโซลาร์เซลล์ ทำให้ลูกบ้านประหยัดค่าไฟไปได้มากพอสมควรประมาณ 3,000-7,000 บาทต่อเดือน ขึ้นอยู่กับขนาดบ้านและโซลาร์เซลล์ที่ติดตั้ง

“ปี 2567 จะเพิ่มความเข้มข้นมากขึ้นเรื่อง net zero บ้านประหยัดพลังงาน เพิ่มเรื่องเวลเนสเข้าไปในบ้านที่อยู่อาศัย เพราะตอนนี้เป็นเทรนด์ค่อนข้างดี และเสริมพลังงานสะอาดเข้าไปในอินฟราสตรัคเจอร์ภายในบ้าน เช่น อีวีชาร์จเจอร์ และโซลาร์ แบตเตอรี่ ในคลับเฮาส์โครงการบ้านเดี่ยวเศรษฐสิริที่เปิดใหม่” นายอุทัยกล่าว

สำหรับเทรนด์ความยั่งยืนในภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์นั้น แม้จะยังมีเวลาถึงปี 2593 แต่ดีเวลลอปเปอร์ ต้องเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ เพราะมีหลายเรื่องต้องทำ เพื่อรับการเปลี่ยนแปลงและเทรนด์ของโลก ซึ่งแสนสิริจะเพิ่มความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ เพื่อไปสู่เป้าหมายที่ประกาศไว้อนาคตหากเทรนด์ธุรกิจมีการขยายตัวและโอกาสมากขึ้น แสนสิริมีการลงทุนเพิ่มขึ้น

โดยปัจจุบันมีลงทุนร่วมกับบริษัทพันธมิตรโซลาร์เซลล์และอีวีชาร์จเจอร์บ้างแล้ว รวมถึงร่วมกับแบงก์ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เช่น ร่วมกับบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จํากัด บริษัท ลีสซิ่งไอซีบีซี (ไทย) จำกัด และบริษัท ไอออน เอนเนอร์ยี จำกัด มอบบริการสินเชื่อเพื่อบ้านรักษ์โลก ให้ลูกบ้านแสนสิริติดตั้งโซลาร์ด้วยสินเชื่อเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ 0% ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน

“เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมาติดโซลาร์หรือใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น ภาครัฐต้องมีมาตรการสนับสนุน เช่น ติดโซลาร์แล้วให้สามารถนำไฟที่เหลือขายคืนภาครัฐได้ หรือช่วยเหลือค่าไฟที่แพงในปัจจุบัน มีเงินทุนให้ประชาชนกู้ในราคาถูก อะไรเป็นนโยบายควิกวิน ประหยัด เกิดประโยชน์ต่อประชาชนหรือภาคธุรกิจ ทำได้ ทำเลย เพราะทุกอย่างต้องเริ่มแล้วตั้งแต่วันนี้” นายอุทัยกล่าว

ขณะที่ นายอิสระ บุญยัง กรรมการผู้จัดการ บริษัท กานดา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด กล่าวว่า เทรนด์การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จะเป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืนในทุกด้าน ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม ลดคาร์บอน ใช้วัสดุก่อสร้างที่ประหยัดน้ำและพลังงาน รวมถึงเรื่อง ESG เป็นการบริหารความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล สอดรับกับเทรนด์ธุรกิจและเทรนด์โลก ปัจจุบันมีสถาบันการเงินหลายแห่งเริ่มปล่อยสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำให้กับผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และผู้ซื้อที่อยู่อาศัยโครงการที่มีการพัฒนาเรื่องยั่งยืน เช่น ติดโซลาร์เซลล์

นโยบายปี 2567 กานดาจะติดโซลาร์เซลล์ให้กับบ้านทุกหลังทั้งโครงการเก่า โครงการใหม่ ข้อเสียของการติดโซลาร์ คือ ลูกค้าไม่อยู่บ้านช่วงกลางวัน ทำให้ไม่ได้ใช้ไฟ เราจะแก้ให้มีการบริหารจัดการให้บ้านเย็นตอนกลางวันได้ แม้จะไม่อยู่บ้าน โดยติดระบบเทคโนโลยี ปิด-เปิดระบบเครื่องปรับอากาศเป็นช่วงๆ เพื่อให้บ้านเย็นเมื่อกลับมาถึงบ้าน จะทำให้สามารถลดภาระค่าไฟและคุ้มกับการลงทุน

“การติดโซลาร์ทำให้บ้านราคาแพงขึ้นเล็กน้อย แต่เราจะลดโปรโมชั่นอื่นแทน เพื่อไม่ให้ลูกค้ามีภาระเพิ่ม” นายอิสระกล่าว

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image