ทอท.เปิดสนามบินภูมิภาค บูมท่องเที่ยวทั่วไทย
หนึ่งตัวช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจในปี 2567 คือ ภาคท่องเที่ยวไทย โดยรัฐบาล “เศรษฐา 1” และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ตั้งเป้าสร้างรายได้รวมจากการท่องเที่ยว 3.5 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากตลาดต่างประเทศ 2.5 ล้านล้านบาท และรายได้จากตลาดในประเทศ 1 ล้านล้านบาท พร้อมตั้งเป้าหมายจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 35 ล้านคน ฟื้นตัว 100% เมื่อเทียบกับปี 2562 ก่อนโควิด-19 ระบาด ทำให้หน่วยงานหรือธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ต้องปรับตัวและเตรียมความพร้อมคู่ขนานกันไป
มติชน สัมภาษณ์ กีรติ กิจมานะวัฒน์ ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เกี่ยวกับทิศทางและแผนงาน ทอท. ในการขานรับนโยบายปั๊มจำนวนตัวเลขและรายได้นักท่องเที่ยวในประเทศและต่างประเทศ
กีรติระบุว่า ปี 2567 ทอท.จะขยายขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสาร คือ นอกจากเรื่องของอาคาร แซทเทิลไลท์ วัน (satellite One) และเพิ่มรันเวย์ 3 แล้ว จะเริ่มเปิดโครงการใหม่ๆ อย่างสนามบินสุวรรณภูมิ จะมีเรื่องของ อีสต์ เอ็กซ์แพนชั่น (East expansion) หรือส่วนต่อขยายด้านทิศตะวันออก วงเงินลงทุนประมาณ 1 หมื่นล้านบาท เพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสาร จะทำให้พื้นที่ของเมนเทอร์มินอลเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 80,000 ตารางเมตร และมีขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารเพิ่มอีก 15 ล้านคนต่อปี
นอกจากนี้ ทอท.ยังมีแผนขยายขีดความสามารถของท่าอากาศยานภูมิภาค ได้แก่ ท่าอากาศยานดอนเมือง ทอท.ได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในเรื่องของการดำเนินโครงการดอนเมือง ระยะที่ 3 จะสร้างอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศหลังใหม่ รวมถึงปรับพื้นที่ภายในท่าอากาศยานดอนเมืองทั้งหมด งบประมาณลงทุนอยู่ที่ 36,000 ล้านบาท คาดว่าจะเข้าสู่การประมูลได้ปลายปี 2567 รวมถึงการขยายท่าอากาศยานภูเก็ต ให้รองรับ
ผู้โดยสารเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 6 ล้านคนต่อปี เพื่อให้เต็มศักยภาพของท่าอากาศยานภูเก็ตประมาณ 18 ล้านคนต่อปี โครงการนี้อยู่ในช่วงที่ ทอท.ดำเนินการออกแบบอยู่แล้ว จะอยู่ในแผนการประมูลช่วงปลายปี 2567 เช่นกัน
ส่วนท่าอากาศยานเชียงใหม่ จะมีการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศหลังใหม่ขีดความสามารถอยู่ประมาณ 10 ล้านคนต่อปี ตรงนี้จะเพิ่มศักยภาพแล้วปรับปรุงคุณภาพการให้บริการ เพราะปัจจุบันเชียงใหม่ค่อนข้างแออัดหนาแน่น นอกจากนี้ ทั้งเชียงรายและหาดใหญ่จะศึกษาทบทวนความต้องการการเดินทาง ปรับปรุงคุณภาพการให้บริการ
การปรับปรุงระยะสั้นจะดำเนินการต้นปี 2567 ตามนโยบายของกระทรวงคมนาคม เพื่อคุณภาพการให้บริการที่ดี ทอท.ได้ตั้งคณะทำงานดูแลคุณภาพการให้บริการ จะไปดูในเรื่องของการให้บริการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับผู้โดยสาร ขีดเส้นภายใน 6 เดือนต้องดีขึ้น เรื่องนี้ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้ความสำคัญมาก และได้เน้นย้ำประเด็นสำคัญเลยว่าประชาชนต้องได้รับการให้บริการที่ดี ทอท.รับนโยบายพร้อมปฏิบัติ
ด้านสนามบินใหม่จะมี 2 ท่าอากาศยาน ที่ ทอท.ได้รับนโยบายจากกระทรวงคมนาคมและรัฐบาล ในการศึกษาและเตรียมวางแผนขยาย คือ จ.เชียงใหม่ และ จ.ภูเก็ต โดยเชียงใหม่จะเป็นท่าอากาศยานอินเตอร์หลังใหม่ เรียกว่าท่าอากาศยานนานาชาติล้านนา ขยายขีดความสามารถ เพราะถ้าทำแค่เทอร์มินอลเพิ่มมันจะมีข้อจำกัดตัวรันเวย์ที่ปัจจุบันมีแค่ 1 รันเวย์ เช่นเดียวกับภูเก็ตมีรันเวย์เดียว มีความสามารถของ 2 ท่าอากาศยานจะถูกจำกัดไม่เกิน 18 ล้านคนต่อปี
สำหรับนโยบายการรับโอน 3 ท่าอากาศยานของกรมท่าอากาศยาน (ทย.) ได้แก่ ท่าอากาศยานอุดรธานี ท่าอากาศยานกระบี่ และอากาศยานบุรีรัมย์ ทั้ง 3 ท่าอากาศยานจะเป็นการเปิดน่านฟ้าใหม่จากเดิมไม่เคยมีท่าอากาศยานของ ทอท. ภาคอีสาน ทอท.จะได้อุดรธานีและบุรีรัมย์มาบริหารจัดการรวมถึงการเพิ่มขีดความสามารถการให้บริการ ส่วนภาคใต้เป็นเซ็กเตอร์โตขึ้นเรื่อยๆ มีความต้องการเดินทางจำนวนมาก จะได้ท่าอากาศยานกระบี่ มั่นใจว่าทั้ง 3 ท่าอากาศยานรับโอนมาจะเป็นการเปิดโอกาสการลงทุนให้กับ ทอท.เพิ่มเติม คาดว่าจะรับโอน 3 สนามบิน
ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2567 ส่วนแผนการนำสายการบินอื่นๆ ของกรมท่าอากาศยานมาดูแลเพิ่มเติม อยูระหว่างศึกษา เบื้องต้นคาดว่าจะนำมาพัฒนาเพิ่มอีก 6 ท่าอากาศยาน
นอกจากนี้ ทอท.ได้รับการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับรัฐบาลในเรื่องของการส่งเสริมโปรโมตซอฟต์เพาเวอร์ การส่งเสริมกิจกรรมประเพณี ตรงนี้จะเป็นการดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามา ไม่ใช่เฉพาะสงกรานต์ ทอท.มีการแพลนไปถึงโครงการกิจกรรมต่างๆ เช่น คอนเสิร์ตนานาชาติ เป็นต้น จะดึงนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามา สอดรับกับการเตรียมความพร้อมการขยายขีดความสามารถของแต่ละท่าอากาศยาน โดย ทอท.ได้ติดตั้งระบบช่วยกระบวนการเช็กอินตรวจค้นร่วมกับตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ให้ดำเนินการได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ตรงนี้ ทอท.ได้ติดตั้งระบบเซลฟ์เช็กอิน เซลฟ์แบ๊กดร็อป (Self Backdrop) ไปแล้ว กำลังดำเนินการในส่วนของออโต้เกตเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการให้บริการ รองรับการเดินทางของผู้โดยสารตามนโยบายของรัฐบาล
สำหรับสถานการณ์ทางการเงินปี 2566 ทอท.กำไรประมาณ 8,500 ล้านบาท แสดงให้เห็นถึงการกลับมาค่อนข้างแข็งแกร่งเพราะถ้าเทียบกับปี 2565 ขาดทุนถึง 10,000 ล้านบาท จึงค่อนข้างมั่นใจว่าเทรนด์ปี 2567 จะดีขึ้น เพราะเมื่อดูในแง่ของปริมาณผู้โดยสารยังแสดงให้เห็นว่าการกลับมาของผู้โดยสารยังคงเติบโตในทิศทางที่ดี ฉะนั้นจึงค่อนข้างมั่นใจว่าสถานะทางการเงินของ ทอท.จะกลับมาอยู่ในจุดที่เคยได้เมื่อปี 2562
เมื่อถามถึงปัจจัยเสี่ยงปี 2567 นี้ กีรติระบุว่า ปัจจัยต้องจับตาเป็นพิเศษ คือ ความผันผวนของสถานการณ์โลก ทั้งความขัดแย้งที่กำลังเกิดขึ้นในภูมิภาคต่างๆ รวมไปถึงสถานการณ์เศรษฐกิจรายประเทศ เพราะปัจจุบันการเดินทางของผู้โดยสารจะตัดสินใจจากปัจจัยเหล่านี้ ฉะนั้น ต้องจับตามองและให้ความสำคัญ อาทิ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในภูมิภาคต่างๆ รวมถึงเศรษฐกิจของประเทศจีนที่ยังส่งผลต่อการตัดสินใจการเดินทางของนักท่องเที่ยวจีนด้วย
“ทอท.ได้ร่วมมือกับทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาและกระทรวงการต่างประเทศ จับตามองสถานการณ์เหล่านี้ เพื่อดึงดูดให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจเดินทาง และเลือกประเทศไทยเป็นประเทศแรกๆ ในการเดินทางมาท่องเที่ยวต่อไป และยังมั่นใจว่าอุตสาหกรรมการบินในปี 2567 จะกลับมาฟื้นตัวใกล้เคียงกับปี 2562 หรือเทียบเท่าแน่นอน” กีรติกล่าวทิ้งท้าย

