สุดอันตรายซ้ำรอยสายสีชมพู-ล้อรถไฟฟ้าสายสีเหลืองตกใส่แท็กซี่ รัฐฮึ่มตัดสิทธิรับสัมปทาน !

รายงานพิเศษ

เป็นที่น่าตื่นตระหนกหวาดผวาอีกครั้ง หลังเกิดเหตุ “ล้อประคอง” ของขบวน “รถไฟฟ้าสายสีเหลือง” ช่วงสำโรง-ลาดพร้าว ที่ดำเนินการโดย บริษัท อีสเทิร์น บางกอกโมโนเรล จำกัด หรือ “EBM” บริษัทในกลุ่มเครือบีทีเอส หลุดร่วงตกใส่รถแท็กซี่ที่จอดอยู่จนได้รับความเสียหาย บริเวณใกล้กับสถานีศรีเทพา ถนนเทพารักษ์ ต.เทพารักษ์ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ สร้างความวิตกกังวลแก่ผู้ที่สัญจรและผู้ใช้งานรถไฟฟ้าถึงมาตรการรักษาความปลอดภัย

นับเป็นเหตุการซ้ำซ้อนจากกรณีรางจ่ายกระแสไฟฟ้า “รถไฟฟ้าสายสีชมพู” ซึ่งดำเนินการโดยบริษัท นอร์ทเทิร์น บางกอกโมโนเรล จำกัด หรือ “NBM” ในเครือบีทีเอส ก็หลุดร่วงลงมากระแทกพื้นราบบริเวณหน้าตลาดชลประทาน-สถานีสามัคคี (PK04) พื้นที่ถนนติวานนท์ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี เป็นทางยาวร่วมๆ 5 กิโลเมตร ส่งผลให้ต้องปิดการให้บริการสายสีชมพูถึง 7 สถานี

ทั้ง 2 เหตุการณ์นี้นำมาซึ่งการตั้งคำถามถึงความสามารถ-ศักยภาพของผู้ออกแบบก่อสร้างและผู้ประกอบการเดินรถ รวมถึงการตั้งข้อสังเกตถึงความเหมาะสมของเทคโนโลยีรถไฟรางเดี่ยว หรือ “โมโนเรล” ที่มีนักวิชาการบางส่วนวิเคราะห์ว่าแม้จะมี “ต้นทุนที่ถูกกว่า” รถไฟฟ้ารางคู่ Heavy Rail แต่เป็นเทคโนโลยีเก่าและมีข้อจำกัดหลายประการ

Advertisement

อาทิ เรื่องความเร็วในการเดินรถ ความสามารถในการขนส่งผู้โดยสาร การดูแลรักษา รวมถึงระบบรักษาความปลอดภัยซึ่งต่างไปของรถไฟฟ้า Heavy Rail ที่สามารถใส่ระบบการเดินรถอัตโนมัติ (Automatic Train Control, Operations) และระบบควบคุมความปลอดภัย (Automatic Train Protection, ATP) เพิ่มเติมได้

@ ความปลอดภัยที่ถูกเพิกเฉย-ภัยร้ายต่อสวัสดิภาพการเดินทาง

ต่อกรณีปัญหาความปลอดภัยในการให้บริการรถไฟฟ้าสายสีเหลืองและสายสีชมพู นายประภัสร์ จงสงวน อดีตผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ว่า สิ่งแรกที่ผู้ประกอบการเดินรถต้องดำเนินการ คือ ต้องตรวจระบบเดินรถใหม่ทั้งระบบ ตั้งแต่การก่อสร้างโครงสร้าง การติดตั้งระบบเดินรถ การติดตั้งระบบอาณัติสัญญาณ ว่ามีอะไรที่ผิดปกติหรือไม่ โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่ล้อรถไฟฟ้าสีเหลืองตกใส่รถยนต์ประชาชนที่สัญจรไปมา ถือเป็นเรื่องอันตรายมาก

หากเกิดเหตุในช่วงที่มีการจราจรหนาแน่นอาจทำให้มีผู้บาดเจ็บหรือผู้เสียชีวิต !

หน่วยงานจึงต้องเข้าไปกำกับดูแลอย่างเคร่งครัด เนื่องจากเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของประชาชนโดยตรง

นอกจากนี้ นายประภัสร์ยังกล่าวว่า เท่าที่ติดตามความเคลื่อนไหวของรถไฟฟ้าสายสีเหลืองและสายสีชมพู พบว่ารถไฟฟ้าทั้งสองสายให้ความสำคัญกับแผนการอพยพผู้โดยสารหรือการซ้อมหนีภัยน้อยมาก ในอนาคตหากเกิดเหตุการณ์ที่ต้องมีการอพยพผู้โดยสารจริง ตนเป็นห่วงว่าจะมีผู้โดยสารที่ตื่นตระหนกกระโดดลงมาจากรางรถไฟ และอาจเกิดความสูญเสียที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น

ส่วนเรื่อง “บทลงโทษ” ผู้ประกอบการเดินรถที่นายภคพงศ์ ศิริกันทรมาศ ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) กล่าวว่า ขณะนี้สามารถลงโทษให้หยุดเดินรถได้เพียงเท่านั้น แต่บทปรับในสัญญาไม่มี ฝั่งนายประภัสร์มองว่า ภาครัฐต้องเข้าไปแก้ไขปรับปรุงสัญญาที่ทำไว้ เพราะเป็นเรื่องของสวัสดิภาพในการเดินทางของประชาชน จะปล่อยให้มีเหตุการณ์แบบนี้โดยไม่มีบทลงโทษที่เด็ดขาดไม่ได้

สอดคล้องกับมุมมองของ “นารากร ติยายน” สื่อมวลชนชื่อดัง ที่โพสต์เฟซบุ๊กเรียกร้องให้ภาครัฐเข้ามากำกับดูแลและมีบทลงโทษต่อผู้ประกอบการเดินรถไฟฟ้าที่เกิดปัญหาข้างต้นอย่างเคร่งครัด ไม่ปล่อยปละละเลย เนื่องจากเหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงคุณภาพการก่อสร้างงานขนาดใหญ่ของภาครัฐ หน่วยงานที่มีอำนาจควรกลับไปทบทวนกระบวนการจัดหาผู้ออกแบบก่อสร้างและผู้ประกอบการเดินรถให้รัดกุม และพิจารณาถึงความรู้ ความสามารถให้มากกว่านี้

@ จ่อตัดสิทธิสัมปทานรอบหน้า หากเกิดเหตุซ้ำซ้อน

สำหรับแนวทางในการ “ลงโทษ” ผู้ประกอบการเดินรถ นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า เมื่อวันที่ 3 ม.ค.67 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เรียกบริษัท “EBM” ในเครือบีทีเอส ในฐานะผู้รับสัมปทาน เข้ามาชี้แจงถึงสาเหตุที่เกิดขึ้น พร้อมหารือบทลงโทษกับบริษัทผู้รับสัมปทาน กรณีเกิดเหตุการณ์หรือเกิดอุบัติเหตุต่อการเดินรถไฟฟ้า พร้อมเตรียมออกกฎคาดโทษตัดสิทธิการสัมปทานครั้งต่อไป

ในวันเดียวกันนี้เอง บริษัท “EBM” ได้ประกาศแจ้งปรับเวลาการเดินรถ โดยขบวนรถไฟฟ้าจะให้บริการทุก 30 นาที ตั้งแต่เวลา 06.00-24.00 น. ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์-คอมเมนต์กันในโลกโซเชียลมีเดียเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะประเด็นเรื่องความพร้อมในการให้บริการที่ส่วนใหญ่ระบุว่าต้องมีการปรับปรุงและเพิ่มความถี่ในการเดินรถโดยเร่งด่วน รวมถึงการแจ้งข่าวประชาสัมพันธ์ และแผนการรับมือุบัติเหตุหรือเหตุการณ์เฉพาะหน้าที่ผู้ให้บริการยังทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร อาทิ

“มาแจ้งหน้างาน 55 นาที ใครจะรอคะ คนเดินขึ้นมาลงเดินกันหมดเลย วางแผนการเดินทางไม่ทันเลยเสียค่ารถนั่งมาที่สถานีแล้วต้องมาเสียเวลาหาทางไปทำงานใหม่อีก”
“เค้าเอาอะไรคิดเนอะ แค่ปกติก็รอตั้ง 10 นาทีแล้วกว่ารถจะมา”
“มีมาแล้วไม่ต่างจากรถเมล์ แถมราคาแพงกว่าคือ ต้องปรับปรุงโดยด่วนนะคะ จ่ายแพงเพื่อซื้อความสะดวก”
“ปรับเป็นรถเมล์เลยจ้า ขอให้กลับมาเดินรถได้เป็นปกติในเร็ววันค่ะ”
“ตำนานเร็วสุดๆ จนล้อหลุด 555”
“ถ้าจะต้องรอนานขนาดนี้จะสร้างรถไฟฟ้ามาเพื่ออะไรครับ”
“เงินก็เสีย รอก็นาน ตลกดี เป็นแบบนี้ต่อไปเดี๋ยวก็สวัสดี”

เหตุการณ์ครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งบทเรียนที่ “ภาครัฐ” ซึ่งเป็นผู้กำกับดูแลต้องนำมาทบทวนถึงแนวทางในการดูแลการก่อสร้างและการให้บริการโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐานขนาดใหญ่ ที่ต้องมีมาตรการทางวิศวกรรมและการจัดการความปลอดภัยดีพอ เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ รวมถึงยังต้องให้ความสำคัญกับการวางหลักเกณฑ์การประมูลดูแลโครงการก่อสร้างต่างๆ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ มากกว่าการมองแต่เพียงข้อเสนอทางการเงินราคาถูกแต่เพียงอย่างเดียว แต่ปัญหาตามมาอย่างน่าสะพรึงกลัวในภายหลัง

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image