ประภัสร์ จงสงวน อดีตผู้ว่าฯ รฟม. ชี้รถไฟฟ้าสายสีเหลืองมาตรการรักษาความปลอดภัยต่ำระบุรัฐต้องทบทวนสัญญาใหม่ เพื่อคืนผลประโยชน์ให้ประชาชน
เมื่อวันที่ 4 ม.ค. นายประภัสร์ จงสงวน อดีตผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งหาบทลงโทษผู้ประกอบการเดินรถ จากกรณีที่ “ล้อประคอง” ของขบวนรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงสำโรง-ลาดพร้าว ที่ดำเนินการโดยบริษัท อีสเทิร์น บางกอกโมโนเรล จำกัด หรือ “EBM” บริษัทในกลุ่มเครือบีทีเอส หลุดร่วงตกใส่รถแท็กซี่ที่จอดอยู่จนได้รับความเสียหาย บริเวณใกล้กับสถานีศรีเทพา ถนนเทพารักษ์ ต.เทพารักษ์ อ.เมืองสมุทรปราการ
นายประภัสร์ กล่าวว่า จากกรณีกระทรวงคมนาคมออกมาให้ข่าวในเรื่องนี้ว่ากระทรวงฯ โดยการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยสามารถลงโทษให้ EBM หยุดเดินรถได้เพียงเท่านั้นแต่บทปรับในสัญญาไม่มี รวมถึงล่าสุดออกมาชี้แจงว่าข้อผิดพลาดดังกล่าวเป็นข้อบกพร่องมาจากการผลิต ไม่ได้เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการเดินรถนั้น ตนมองว่าก่อนที่กระทรวงฯ จะยืนยันว่าความผิดพลาดเกิดจากกระบวนการผลิต หน่วยงานที่รับผิดชอบต้องแจ้งข้อมูลไปยังโรงงานผู้ผลิตตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อยืนยันว่าเป็นความผิดพลาดจากกระบวนการผลิตของตนเองหรือไม่ ไม่ใช่เชื่อข้อมูลจากการตรวจสอบของผู้ประกอบการเดินรถแต่เพียงฝ่ายเดียว เพราะในกรณีนี้ยังไม่ชัดเจนว่าสาเหตุที่ทำให้ “ล้อประคอง” ของขบวนรถไฟฟ้าสายสีเหลืองหลุดออกจากตัวรถแท้จริงแล้วเกิดจากสาเหตุใด
“กรณีนี้ถ้าผมยังเป็นผู้บริหาร รฟม. จะสั่งหยุดการเดินรถทันที จนกว่าจะตรวจพบสาเหตุ การที่ล้อประคองหลุดออกจากตัวรถง่ายขนาดนั้นไม่ใช่เรื่องปกติ เรื่องนี้อันตรายมากเพราะชิ้นส่วนของระบบเดินรถแต่ละชิ้นมีน้ำหนักมาก หากปล่อยให้เดินรถต่อไปและเกิดเหตุซ้ำซ้อนในช่วงที่มีการจราจรหนาแน่นจะทำให้มีผู้บาดเจ็บแน่นอน”
นายประภัสร์กล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ ภาครัฐต้องสั่งให้ผู้ประกอบการเดินรถเร่งหามาตรการป้องกันความปลอดภัยเพิ่มเติม เนื่องจากรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ไม่มีไม่มีระบบป้องกันสิ่งของหรือชิ้นส่วนของระบบเดินรถตกลงมายังถนนเบื้องล่าง นับเป็นเรื่องที่อันตรายมากต่อผู้ที่สัญจรไปมาที่มีโอกาสถูกสิ่งของตกใส่ได้ตลอดเวลา
นอกจากนั้นนายประภัสร์ยังตั้งข้อสังเกตถึงวิธีการอพยพผู้โดยสารเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน เนื่องจากรถไฟฟ้าสายสีเหลืองไม่มีพนักงานขับรถหรือพนักงานบนตัวรถ หากเกิดอุบัติเหตุหรือเหตุขัดข้อง การสื่อสารผ่าน CCTV จะมีประสิทธิภาพเพียงพอหรือไม่ โดยเฉพาะหากเกิดเหตุไฟไหม้ ใครจะเป็นผู้ดูแลไม่ให้ผู้โดนสารตื่นตระหนกและกระโดดลงมาจากรางรถไฟ
“ขณะนี้เรากำลังเปิดให้บริการเต็มระบบ แต่ถ้าความพร้อมเรื่องความปลอดภัยยังไม่ชัดเจน การอพยพคนยังไม่ชัดเจน การช่วยเหลือคนยังไม่ชัดเจน การอพยพคนโดยเอารถมาจอดคู่แล้วให้คนเดินข้ามไปขึ้นรถอีกขบวนเป็นวิธีที่ไม่มีความปลอดภัยแม้แต่น้อย ถ้าเรายังให้เปิดบริการโดยยังไม่แก้เรื่องนี้ ผมคิดว่าเป็นความเสี่ยงมากๆ” นายประภัสร์กล่าว
ส่วนบทลงโทษที่มีต่องผู้ประกอบการเดินรถ ที่ตอนนี้ภาครัฐระบุว่าสามารถทำได้เพียงสังหยุดการเดินรถ แต่ไม่สามารถสั่งปรับเงินหรือแก้ไขสัญญาได้ นายประภัสร์ตั้งคำถามถึงภาครัฐว่า ใครมีความสำคัญกว่ากันระหว่างพี่น้องประชาชนหรือผู้รับสัมปทาน
“สิ่งที่ภาครัฐควรทำ ไม่ใช่เกรงใจนายทุน แต่ต้องเอาสัญญามาเปิดดูรายละเอียด หากพบว่าเอกชนบกพร่องเรื่องการดูแลรักษาความปลอดภัยถือเป็นเรื่องผิดสัญญา เพราะเป็นสิ่งที่กระทบต่อสวัสดิภาพและความเสียหายของทรัพย์สินประชาชน ผู้รับสัมปทานต้องแก้ไข ถ้าไม่แก้ไข รัฐสามารถใช้สิทธิ์ขอยกเลิกสัญญาหรือเขียนสัญญาใหม่ เพื่อเป็นการรักษาสิทธิ์แก่ประชาชน

