‘พรวุฒิ’ ปลื้มผลรบ.บินญุี่ปุ่น ดึงอุตฯยานยนต์ลงทุน 1.5 แสนล. ลุ้นไทยเป็นฮับรถอีวี-สันดาป เศรษฐาถกเศรษฐกิจพิเศษใต้ปลุก “ฮาลาล-แปรรูปโกโก้”
เมื่อวันที่ 5 มกราคม นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ข้อความว่า “ไทยมีศักยภาพสูงและพร้อมส่งออกอาหารฮาลาล โดย รมว.อุตสาหกรรม, เลขาธิการ BOI, รองผู้ว่าการการนิคมแห่งประเทศไทย และผู้อำนวยการเศรษฐกิจอุตสาหกรรม นำเสนอแผนการยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยปี’67 โดยตั้งสำนักงานส่งเสริมอาหารฮาลาล (องค์กรมหาชน) เพื่อทำให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศ และพัฒนาด้านอาหารฮาลาลอย่างจริงจัง จากนั้นพูดคุยถึงการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อดึงดูดการลงทุนจากประเทศใกล้เคียง อาทิ มาเลเซีย อินโดนีเซีย บรูไน ซาอุดีอาระเบีย และกระทรวงอุตสาหกรรมเล่าถึงความคืบหน้าเรื่องการปลูก และการแปรรูปโกโก้ ที่ผมได้สั่งการไป เพราะเป็นสินค้าที่มีความต้องการสูงในตลาดโลก กระทรวงได้เริ่มโครงการนี้แล้วที่ จ.สระแก้ว เพื่อเป็นต้นแบบให้กับจังหวัดต่างๆ”
วันเดียวกัน นายพรวุฒิ สารสิน ประธานกรรมการ ประธานบริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า จากการร่วมเดินทางไปญี่ปุ่นกับคณะนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เพื่อโรดโชว์ชักชวนนักธุรกิจญี่ปุ่นเข้ามาขยายการลงทุนในประเทศไทยเพิ่มเติมในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และอื่นๆ นับเป็นโอกาสที่ดีที่ได้เดินทางร่วมทริปในครั้งนี้ จึงได้เห็นวิธีการทำงานของรัฐบาลชัดเจน โปร่งใส ตรงไปตรงกับนักธุรกิจญี่ปุ่น ขอให้นักลงทุนญี่ปุ่นเตรียมแผนการลงทุนในประเทศไทยไว้แล้ว ขยับแผนการลงทุนให้เร็วขึ้น และผลิตจำนวนเพิ่มขึ้นด้วย มีวงเงินลงทุนเบื้องต้น 150,000 ล้านบาท เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทย บรรยากาศการเจรจาชักชวนให้นักลงทุนญี่ปุ่น ปรับแผนการลงทุนในประเทศไทยให้เร็วขึ้น สร้างความประทับใจให้กับนักลงทุนญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก เนื่องจากรัฐบาลได้เตรียมความพร้อมมาตอบคำถามทั้งมาตรการภาษี ส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า สิทธิประโยชน์การลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และรัฐบาลพร้อมจะขจัดปัญหาอุปสรรคต่างๆ ของการลงทุนให้โดยเร็วที่สุด สิ่งใดทำให้ได้ รัฐบาลจะทำให้ก่อน และอะไรที่ติดขัด จะเร่งแก้ไขให้โดยเร็ว เนื่องจากรัฐบาลต้องการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า และยังคงเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์สันดาป เนื่องจากไม่ใช่ทุกประเทศในโลกจะมีความพร้อมเรื่องไฟฟ้า เช่น แอฟริกา ไทยยังต้องส่งออกรถยนต์สันดาปไปจำหน่ายได้ และรัฐบาลพร้อมสนับสนุน อีกทั้งทรัพยากรบุคคลของประเทศก็มีความสามารถและมีความพร้อมที่จะเชิญชวนผู้เชี่ยวชาญจากต่างชาติเข้ามาทำงานในประเทศไทยเพื่อขับเคลื่อนการค้นคว้า วิจัย ต่อยอดได้ด้วย
รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับนักลงทุนญี่ปุ่นที่เข้าพบนายกรัฐมนตรีในครั้งนั้น ประกอบด้วย โตโยต้า ฮอนด้า อีซูซุ มิตซูบิชิ ซูซูกิ มิตซุย นิสสัน คูโบต้า เป็นต้น

