แบงก์คาด ธปท. คงดอกเบี้ย 2.50% คุมเชิง ชี้ลดดอกก่อนเฟดเสี่ยงเงินไหลออก กดดันตลาดการเงินป่วน
ตามที่นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ที่ออกมาติง หลังธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่องและคงอยู่ระดับ 2.50% ต่อปี ขณะที่สถานการณ์เงินเฟ้อในประเทศไทยติดลบติดต่อกันหลายเดือน
นายอมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย และที่ปรึกษาการลงทุน ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ตามที่นายกรัฐมนตรีได้เผยแพร่ข้อความผ่านสังคมออนไลน์นั้น สิ่งที่เข้าใจคือความเป็นห่วงเรื่องรายได้โตไม่ทันรายจ่าย โดยเฉพาะรายได้ภาคเกษตร ซึ่งสิ่งที่เป็นปัญหาคือรายได้ภาคเกษตรค่อนข้างตกต่ำและผลผลิตทางการเกษตรออกมาน้อย แม้ราคาสินค้าบางประเภทจะเพิ่มขึ้น แต่ผลผลิตออกมาน้อย ขณะเดียวกันต้นทุนหลายด้านปรับเพิ่มขึ้น เช่น ราคาปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ค่าแรงขั้นต่ำ เป็นต้น ที่ปรับราคาพุ่งขึ้นค่อนข้างมาก
“แม้ราคาสินค้าที่อยู่ในตะกร้าเงินเฟ้อ เช่น ราคาอาหารสด ผักมีราคาลดลง อาจไปซ้ำเติมเกษตรกร ทำให้มีปัญหา ก็มีความเป็นห่วงและควรจะมีวิธีการแก้ไขเรื่องการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย” นายอมรเทพกล่าว
นายอมรเทพกล่าวว่า ซึ่งการใช้นโยบายการเงินโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะพิจารณาอยู่ 3 เรื่องหลัก คือเงินเฟ้ออยู่ในกรอบ 1-3% จากที่ผ่านมา เงินเฟ้อหลุดกรอบไปและมีติดลบ แต่ขณะนี้ต้องอาศัยการคุมเชิงไว้ก่อน เพราะธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะตัดสินใจลดดอกเบี้ยช่วงใด คาดว่าใกล้ถึงช่วงลดดอกเบี้ยแล้ว แต่จะให้ ธปท.ลดดอกเบี้ยก่อนคงทำไม่ได้ เพราะอาจจะเกิดความผันผวนในตลาดการเงิน และส่งผลให้เงินไหลออก และ ธปท.ต้องคุมเชิงไว้ก่อนด้วยการคงอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันที่ 2.50% ต่อปี
“เชื่อว่าถ้าเฟดเริ่มลดดอกเบี้ย แรงกดดันเงินเฟ้อเริ่มหาย จะเริ่มเห็นการลดดอกเบี้ยของไทยในช่วงครึ่งหลังปี 2567 แต่ช่วงครึ่งแรกของปีนี้นอกจากเรื่องเฟดแล้ว เรื่องที่ 2.วันนี้เงินเฟ้อมาจากเรื่องที่รัฐบาลประคองค่าครองชีพที่เป็นมาตรการชั่วคราว และ 3.อาจมีแรงกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งการกระตุ้นการใช้จ่ายภาครัฐ โดยเฉพาะมาตรการดิจิทัลวอลเล็ต 1 หมื่นบาท จะทำให้กระตุ้นเงินเฟ้อขึ้นได้” นายอมรเทพกล่าว
นายอมรเทพกล่าวว่า นอกจากนี้ สำหรับเรื่องที่ 2 ที่ ธปท.พิจารณาเป็นหลักคือการเติบโตของเศรษฐกิจที่เติบโตช้าและคาดว่าจะขยายตัว 3.1% ถือว่าขยายตัวต่ำเพราะศักยภาพควรจะดีกว่านี้ ขณะที่ 3.เรื่องตลาดเงินตลาดทุน ซึ่งหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) เริ่มขึ้นเป็นเรื่องต้องระมัดระวัง
“จะเห็นสัญญาณการลดดอกเบี้ยได้ช่วงครึ่งหลังปี 2567 อาจจะช่วงไตรมาส 3 หรือ 4 ของปี 2567 คาดว่าดอกเบี้ยนโยบายจะอยู่ที่ 2% จากกรณีที่ไม่มีมาตรการดิจิทัลวอลเล็ต แต่หากมีมาตรการดิจิทัลวอลเล็ตจะมีความเสี่ยงทางการคลังและการเงิน จึงมีความจำเป็นต้องคุมดอกเบี้ยเอาไว้ที่ 2.50% ต่อปี” นายอมรเทพกล่าว

