กกร. คงจีดีพีปี67 ที่กรอบ 2.8-3.3% แนะรัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นช่วงรองบออก หวังธปท.ลดดอกเบี้ยทันทีตามเฟด
เมื่อวันที่ 10 มกราคม ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยภายหลัง การประชุม กกร.ประจำเดือนมกราคม 2567 ว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจโลกมีความไม่แน่นอนมากขึ้น จากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามอิสราเอลและกลุ่มฮามาสที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาได้นำไปสู่การโจมตีเรื่อสินค้าในบริเวณคลองสุเอชและทะเลแดง ทำให้ค่าระวางเรือเพิ่มสูงขึ้นกดดันต้นทุนการผลิต ขณะที่สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนก็ยังไม่ยุติลง
นายสนั่น กล่าวว่า รวมถึงความไม่แน่นอนจากการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในหลายประเทศ เช่น การเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา และรัสเซีย โดยปัจจัยความไม่แน่นอนเหล่านี้ซ้ำเติมเศรษฐกิจโลกที่อยู่ในภาวะชะลอตัว และทำให้ต้องติดตามผลกระทบต่อการส่งออกสินคำไทยที่พึ่งพาตลาดยุโรป ได้แก่ สินค้าเกษตรและอาหาร สินค้าเครื่องใช่ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์
นายสนั่น กล่าวต่อว่า สำหรับเศรษฐกิจไทยปี 2567 กกร.คาดว่า มีแนวโน้มขยายตัวได้ในกรอบประมาณการที่ 2.8-3.3% ซึ่งคงประมาณการเดิมจากเดือนธันวาคม 2566 ซึ่งยังไม่รวมผลจากโครงการ ดิจิทัล วอลเล็ต โดยถ้ามีเม็ดเงิน 5 แสนล้านบาทจากโรงการดิจิทัล วอลเล็ตที่จะออกมาในเดือนพฤษภาคม 2567 นี้ คาดว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้อีกประมาณ 1%
นายสนั่น กล่าวว่า ทั้งนี้มีแรงสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น มาตรการอีซี่ อี-รีซีท (Easy E-Receipt) และการฟื้นตัวต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยวที่คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเพิ่มขึ้นเป็น 33-34 ล้านคน ขณะที่แรงกดดันด้านเงินเฟ้อลดลงอย่างต่อเนื่องจากนโยบายลดค่าใช้จ่ายของรัฐบาล ส่งผลให้ประมาณ การเงินเฟ้อปรับลดลง อยู่ที่กรอบ 0.7 – 1.2% จากเดิมคาดว่า 1.7-2.2% ส่วนการส่งออก คาดว่า ขยายตัวที่ 2-3% เช่นเดิม
นายสนั่น กล่าวว่า อย่างไรก็ดี ที่ประชุมกกร. มองว่าเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวได้ตามศักยภาพ แต่ศักยภาพมีแนวโน้มด้อยลง และยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึงในรูปแบบตัวเค (K-Shape) จึงจำเป็นต้องมีการกระตุ้นเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการในระดับกลางและระดับล่าง ทั้งนี้รัฐบาลควรเร่งเบิกจ่ายงบประมาณโดยในระหว่างรองบประมาณ ปี 2567 ภาคเอกชนเห็นว่าควรจัดทำมาตรการเสริมกระตุ้นเศรษฐกิจด้วย และควรมีการหารือกับรัฐวิสาหกิจและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการเร่งการลงทุน เพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อเนื่อง

“รวมทั้ง ควรมีการจัดตั้งกองทุนเพื่อสนับสนุนสินเชื่อในการทำธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการที่มีความเสี่ยงสูง โดยรัฐบาลสนับสนุนทุนจัดตั้งในระยะแรกก่อน แล้วนำดอกเบี้ยหรือได้เงินมาบริหารหมุนเวียนในกองทุนให้ตรงตามวัตถุประสงค์ เพื่อช่วยเหลือกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) ให้เข้าถึงเงินทุนได้”นายสนั่น กล่าว
นายสนั่น กล่าวว่า ขณะที่เรื่องอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยเป็นระดับสูงสุดแล้ว ในระยะข้างหน้าดอกเบี้ยควรปรับทิศทางทางให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศ และการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่มีแนวโน้มลดลงในปีนี้ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจที่มีมากขึ้นจากทั้งในและนอกประเทศ ขณะที่เงินเฟ้อมีความผันผวนโดยมีแนวโน้มปรับลดลงต่อเนื่องในกรอบ 0.7-1.2% ทิศทางการขึ้นดอกเบี้ย คาดว่าจะไม่ขึ้นมากกว่านี้ ส่วนจะลดลงตอนไหน ก็ต้องรอดู หวังว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง ถ้าเฟดปรับลงเมื่อไร ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็ควรจะทำทันที คาดว่าไตรมาสที่ 2 คงจะมีแนวทางในการปรับอัตราดอกเบี้ยให้มีความเหมาะสม
นายสนั่น กล่าวว่า ส่วนสถาบันการเงินให้ความช่วยเหลือลดภาระต้นทุนทางการเงินให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ณ ปัจจุบัน ยังมียอดภาระหนี้ที่สถาบันการเงินให้ความช่วยเหลืออีกกว่า 3.4 ล้านล้านบาท หรือมากกว่า 6.1 ล้านบัญชี และตั้งแต่สถานการณ์โควิดมีต้นทุนทางเครดิตที่เกิดขึ้นในระบบธนาคารพาณิชย์มูลค่ารวมกว่า 6 แสนล้านบาท หรือราว 6% ของสินเชื่อ และสถาบันการเงินจะยังคงให้ความสำคัญกับการดูแลช่วยเหลือลูกค้าตรงกลุ่มเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง
นายสนั่น กล่าวอีกว่า สำหรับที่ประชุม กกร. เสนอประเด็นสำคัญ 3 ประการที่อยากให้รัฐบาลขับเคลื่อนในปี 2567 ดังนี้ 1.สานต่อการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง 6 ด้านที่ กกร. เคยเสนอไว้ ได้แก่ ความสามารถในการแข่งขัน การอำนวยความสะดวกธุรกิจ อาทิการแก้กฎหมายที่ซ้ำซ้อน การเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัล การพัฒนาบุคลากร แรงงาน การพัฒนาและดูแลเอสเอ็มอี และกาพัฒนาอย่างยั่งยืน 2.ผันเศรษฐกิจนอกระบบมาอยู่ในระบบ เศรษฐกิจนอกระบบของไทยมีขนาดใหญ่เกินไป เป็นต้นตอของหลายปัญหา เช่น ทำให้เศรษฐกิจโตต่ำกว่าศักยภาพ เข้าไม่ถึงสินเชื่อในระบบ และมีความเหลื่อมล้ำสูง และ3.เร่งเครื่องในการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนโดยเฉพาะหนี้นอกระบบ

