หน้าแรก เศรษฐกิจ ม.หอการค้า เผ...

ม.หอการค้า เผย ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเพิ่มสูงสุดในรอบ 46 เดือน ปชช.มองการเมืองมีเสถียรภาพ

11.01.24 | 15:42 น.

ม.หอการค้า เผย ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเพิ่มสูงสุดในรอบ 46 เดือน ปชช.มองการเมืองมีเสถียรภาพ


เมื่อวันที่ 11 มกราคม ที่ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย นายธนวรรธน์ พลวิชัย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ประจำเดือนธันวาคม 2566 อยู่ที่ 62 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่อยู่ที่ 60.9 โดยปรับดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 ซึ่งอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 46 เดือน นับตั้งแต่มีนาคม 2563

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ทั้งนี้ในรายละเอียดทุกดัชนีปรับตัวดีขึ้นทุกรายการ ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 โดยมีจุดที่โดดเด่นเป็นปัจจัยบวก คือ ดัชนีความเชื่อมั่น ผู้บริโภคเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม เดือนธันวาคมที่ ระดับ 56.0 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ 55.1 และถือเป็นครั้งแรกในรอบ 50 เดือนนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2563 ที่ประชาชนตอบว่าเศรษฐกิจแย่ ในสัดส่วนต่ำกว่า 50% ของกลุ่มตัวอย่าง หมายความว่าประชาชนรับรู้ว่าเศรษฐกิจจะเคลื่อนกลับไปที่ระดับใกล้เคียงปกติ

และดัชนีเกี่ยวกับการเมือง ที่ประชาชนตอบว่าแย่ในสัดส่วนต่ำกว่า 50% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 นับตั้งแต่เดือนกันยายน 2566 และมีการตอบว่าการเมืองมีเสถียรภาพปานกลางในสัดส่วนที่สูงกว่าแย่ ในรอบ 53 เดือนตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2563

Advertisement

“สะท้อนว่าผู้บริโภคเริ่มกลับมามีความเชื่อมั่นหลังจากมีการจัดตั้งรัฐบาลและรัฐบาลจัดทำนโยบายลดค่าครองชีพ โดยลดค่าไฟฟ้าและราคาน้ำมัน ตลอดจนมีนโยบายในการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ นอกจากนี้ ผู้บริโภคเห็นว่าการเมืองไทยจะมีเสถียรภาพมากขึ้นในอนาคต มองว่า สลายขั้วการเมืองต่างที่มีความเห็นแตกต่างกัน และความขัดแย้งคลี่คลายลง” นายธนวรรธน์ กล่าว

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า รวมทั้งจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาท่องเที่ยวในไทยมีจำนวนมากขึ้นหลังการเปิดประเทศ ส่งผลให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในประเทศมากขึ้นและกิจกรรมในภูมิภาคต่างๆปรับดีขึ้น ทำให้เป็นปัจจัยบวกความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทุกรายการปรับตัวดีขึ้นทุกรายการ ผู้บริโภคเริ่มกลับมามีความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทย สามารถกลับมาฟื้นตัวได้หลังมีการจัดตั้งรัฐบาล

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ดัชนียังอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติ (ที่ระดับ 100) แสดงว่าผู้บริโภคยังไม่มีความมั่นใจเกี่ยวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ โอกาสในการหางานทำ และรายได้ในอนาคต เพราะมีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองในประเทศ ราคาพลังงานและค่าครองชีพที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง ตลอดจนปัญหาเศรษฐกิจโลกที่มีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะชะลอตัวลง ซึ่งจะส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจไทยและการจ้างงานมีโอกาสฟื้นตัวได้ช้าในอนาคต ซึ่งจะทำให้รายได้ในอนาคตของผู้บริโภคมีความไม่แน่นอนสูง