หน้าแรก เศรษฐกิจ แบงก์ชาติ เปิ...

แบงก์ชาติ เปิดใจกระแสร้อน ศก.ทรุด-เงินเฟ้อต่ำ แต่ยังลดดอกเบี้ยไม่ได้ ชี้มีต้นทุนและความเสี่ยง

15.01.24 | 15:02 น.

แบงก์ชาติ เปิดใจกระแสร้อน ศก.ทรุด-เงินเฟ้อต่ำ แต่ยังลดดอกเบี้ยไม่ได้ ชี้มีต้นทุนและความเสี่ยง


เมื่อวันที่ 15 มกราคม ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นายปิติ ดิษยทัต ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงินและเลขาคณะกรรมการนโยบายการเงิน (ธปท.) กล่าวในงาน ธปท. เปิดแนวคิดนโยบายแบงก์ชาติ ว่า ที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายค่อยเป็นค่อยไป และพิจารณาปัจจัยทั้งหมดที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจ แล้วระดับดอกเบี้ยของไทยที่ 2.50% ณ ปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่ต่ำเมื่อเทียบกับโลก ทั้งในแง่ระยะสั้นและระยะยาว

“ขณะเดียวกัน หากมีการลดดอกเบี้ยลงในระดับที่มากและกระชากอย่างรุนแรงอาจทำให้เศรษฐกิจมีความเสี่ยง กนง.ต้องพิจารณาอย่างระมัดระวังและพิจารณาถึงให้คุ้มค่าที่จะเกิดเป็นความเสี่ยงด้วย” นายปิติกล่าว

นายปิติกล่าวว่า นอกจากนี้ หลังจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่ตัวเลขออกมาไม่ตรงกับที่คาดการณ์ส่อว่าดำเนินนโยบายผิดทาง ยืนยันว่าภาพรวมถือว่าไม่ เพราะ กนง. ตอนกำหนดนโยบายจะคำนึงถึงสิ่งที่รองรับเหตุการณ์จะเกิดขึ้นได้หลายกรณี

Advertisement

เช่น การประชุม 2 ครั้งที่ผ่านมา กนง.ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปสู่ 2.50% ถึงแม้นโยบายดิจิทัลวอลเล็ต 1 หมื่นบาท จะมาช้าหรือมาเร็วกว่าที่คาดการณ์ เศรษฐกิจจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอัตราดอกเบี้ยสามารถรองรับความเสี่ยงทั้ง 2 กรณีได้ เพราะดอกเบี้ยพยายามคุมภาพรวมเศรษฐกิจทั้งความเสี่ยงระยะสั้น ระยะปานกลางอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสมและพอไปได้ ซึ่งนโยบายการเงินไม่ได้เป็นตัวกำหนดว่าเศรษฐกิจจะไปทิศทางไหน

“กนง. จะมีการประชุมปลายเดือนนี้ และประกาศผลประชุมต้นเดือนหน้า (7 กุมภาพันธ์) จากข้อมูลที่เกิดขึ้นทั้งหมด กนง.จะอัพเดตว่ามีผลกระทบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจอย่างมีนัยหรือไม่ ภาพรวมจะเป็นการชั่งน้ำหนักระหว่างประเด็นเชิงโครงสร้างที่จะมีบทบาทมากขึ้น และบริบทต่างประเทศเปลี่ยนไป ยืนยันว่าไม่มีการประชุม กนง.นัดพิเศษ เพราะตัวเลขเศรษฐกิจยังเคลื่อนไหวปกติ” นายปิติกล่าว

ทั้งนี้ ธปท. รับฟังข้อมูลจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะในฝั่งรัฐบาล ซึ่ง ธปท. มีการพูดคุยกันอยู่เสมอกับนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งให้มุมมองที่มีประโยชน์มาก และ กนง.จะทบทวนเสมอว่าจุดยืนการดำเนินนโยบายและภาพที่มองเศรษฐกิจสอดคล้องและควรจะเป็นอย่างที่คาดการณ์หรือไม่

นายปิติกล่าวว่า ซึ่งจุดยืนของ กนง.ต้องการให้ภาวะทางการเงินอยู่ในภาวะที่สมดุล เป็นกลาง และอยู่ระดับอัตราดอกเบี้ยที่สอดคล้องกับเศรษฐกิจในระยะยาว (Neutral rate) เป็นภาวะการเงินที่ไม่ฉุดรั้งเศรษฐกิจและให้มีเม็ดเงินสามารถไหลเข้าไปช่วยหล่อเลี้ยงกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ ให้สภาพคล่องหมุนเวียน ค่าเงินจะมีความผันผวนขึ้นบ้างแต่ก็อยู่ในขอบเขตที่รับได้

ดังนั้น กรอบการดำเนินนโยบายที่ยืดหยุ่น ที่ ธปท. และธนาคารกลางต่างประเทศ ดำเนินการมาไม่ได้เพียงแค่ดูเงินเฟ้อระยะสั้น ซึ่งมีปัจจัยมากมายมากระทบแต่ต้องดูและชั่งน้ำหนักระหว่างหลายปัจจัยอย่างรอบด้าน และมองไปข้างหน้า มองไปในระยะปานกลาง เพราะนโยบายการเงินใช้ในการที่จะส่งผ่านไปสู่เศรษฐกิจจริง

นายปิติกล่าวว่า การดำเนินนโยบายการเงิน กนง.จะพิจารณา 3 ส่วนเป็นหลัก 1.การให้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างยั่งยืน 2.เงินเฟ้ออยู่ในกรอบเป้าหมายอย่างยั่งยืน และ 3.เสถียรภาพของระบบการเงิน

โดย 1.ในแง่ภาพเศรษฐกิจจากปีที่ผ่านมา สิ่งที่เป็นไปตามคาดคือเศรษฐกิจฟื้นตัว นำโดยการกลับมาของนักท่องเที่ยว และภาคบริการ รวมถึงอุปสงค์ภายในประเทศเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่งเศรษฐกิจฟื้นตัวอยู่ในช่วงก่อนเกิดวิกฤตโควิดแล้ว อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวไม่ได้ทั่วถึงเท่าที่ควรและไม่เกิดความสมดุล เนื่องจากเครื่องยนต์เศรษฐกิจไม่ได้มาอย่างครบครันทุกเครื่อง โดยเฉพาะภาคการส่งออกและภาคการผลิตที่ยังไม่ฟื้นตัวกลับมาเต็มที่ รวมถึงรายได้จากภาคการท่องเที่ยวที่พลาดเป้า

ทั้งนี้ ปี 2567 แม้ ธปท.มองว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวแบบครบครันและสมบูรณ์มากขึ้น โดยการกลับมาของวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์โลก น่าจะช่วยให้การส่งออกมีแรงส่งมากขึ้น แต่ปัญหาเชิงโครงสร้างอาจเป็นความเสี่ยงที่จะทำให้ประโยชน์ที่จะได้รับจากการฟื้นตัวของภาคอุปสงค์ต่างประเทศมีไม่มากเท่าที่ควร กนง.ให้ความสำคัญและติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดในการประเมินภาคเศรษฐกิจระยะต่อไปต้องดูว่าประเด็นเรื่องโครงสร้างเศรษฐกิจจะมีพัฒนาการอย่างไร

“ทำไมเศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าที่คาดการณ์และไม่ลดอัตราดอกเบี้ย หลักๆ ก็มาจากเหตุผลของเศรษฐกิจที่ขยายตัวชะลอลง ส่วนใหญ่มาจากปัจจัยเชิงโครงสร้างภายในประเทศ และปัจจัยภายนอกประเทศที่อยู่นอกเหนือการควบคุม อัตราดอกเบี้ยไม่สามารถทำให้เรามีสินค้าส่งออกที่ซับซ้อนหรือไฮเทคมากขึ้น การท่องเที่ยวไม่สามารถเพิ่มเสน่ห์การท่องเที่ยวของไทยได้ ก็เป็นเรื่องที่ต้องดูในระยะต่อไป” นายปิติกล่าว

นายปิติกล่าวว่า 2.เรื่องเงินเฟ้อ ภาพรวมการที่เงินเฟ้อลดลงเป็นข่าวดี เมื่อเทียบกับจากต่างประเทศที่ขณะนี้ยังต้องต่อสู้กับปัญหาเงินเฟ้อและต้องตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับที่สูง เพื่อกระชากเศรษฐกิจให้ชะลอตัวลง แต่ในประเทศไทยปัญหาเงินเฟ้อได้คลี่คลายไปพอสมควรแล้ว ขณะเดียวกัน เงินเฟ้ออยู่ในระดับที่ต่ำหรือติดลบเล็กน้อยสะท้อนระดับราคาที่ไม่ได้ไปเพิ่มภาระให้กับประชาชน และสะท้อนว่าสินค้าบางประเภทก่อนหน้านี้ได้ปรับขึ้นเยอะจากปัญหาเชิงอุปทาน

การที่เงินเฟ้อปรับลดลงและติดลบในช่วงที่ผ่านมาก็เป็นสิ่งที่ กนง. คาดการณ์ไว้แล้ว และการที่ลดลงส่วนใหญ่มาจากราคาอาหารสดและราคาพลังงาน เป็นผลของมาตรการภาครัฐที่สนับสนุนด้านค่าครองชีพ หากหักผลของมาตรการเหล่านี้ตัวเลขยังคงเป็นบวกอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่พิจารณาสินค้ารายหมวดกว่า 400 รายการ ส่วนใหญ่ 75% ของสินค้าในตะกร้าเงินเฟ้อยังปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ และมี 25% ปรับตัวลดลง ซึ่งยังอยู่ในระดับปกติ

“ดังนั้น ตัวเลขเงินเฟ้อติดลบไม่ได้หมายความว่าราคาสินค้าลดลงกับทุกไอเท็ม ไม่ได้เป็นการสะท้อนถึงอุปสงค์หรือกำลังซื้อที่หมดไป และไม่ใช่ภาวะเงินฝืด” นายปิติกล่าว

นายปิติกล่าวว่า แล้วทำไมเงินเฟ้อติดลบและยังไม่ลดอัตราดอกเบี้ย หลักๆ มี 4 เหตุผล คือ 1.ส่วนใหญ่เป็นเรื่องปัจจัยเฉพาะที่ไม่ยั่งยืน 2.การลดของดีมานด์ที่สะท้อนกำลังซื้อที่แผ่ว ซึ่งนโยบายการเงินไม่สามารถตอบสนองปัจจัยนั้นได้ 3.เงินเฟ้อคาดการณ์ยังยึดเหนี่ยวอยู่ในระดับ 2% และ 4.การลดลดลงของเงินเฟ้อส่วนหนึ่งสะท้อนปัจจัยปัญหาด้านการผลิตที่คลี่คลายลงในบางสินค้า

“นโยบายการเงินในการที่จะกำหนดแนวโน้มเงินเฟ้อ กนง. พยายามจะดูให้เงินเฟ้ออยู่ในเป้าอย่างยั่งยืน ก็ต้องมองไปข้างหน้าและ กนง. มองว่าตัวเลขเดือนมกราคม 2567 เงินเฟ้อจะติดลบ และเดือนกุมภาพันธ์ 2567 ก็น่าติดลบ และจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นมองว่าสิ้นปีนี้เงินเฟ้อน่าจะอยู่ที่ 2% ซึ่งอยู่ในกรอบเป้าหมายของ ธปท.” นายปิติกล่าว

นายปิติกล่าวว่า 3.เสถียรภาพทางการเงิน โดย กนง. จะชั่งน้ำหนักเรื่องของหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) ราคาสินทรัพย์ การแสวงหาผลกำไร (Search for Yield) แต่ปัญหาที่เผชิญขณะนี้คือเรื่องระดับหนี้ที่อยู่ในระดับสูง หนี้ครัวเรือนไทยไตรมาส 3/2566 อยู่ที่ 90.9% นอกจากจะเป็นตัวฉุดรั้งกำลังซื้อของประชาชนแล้วยังสร้างความเปราะบางให้กับระบบเศรษฐกิจ ลดความสามารถและลดความสามารถในการรองรับแรงกระแทกที่จะมาจากภายนอก ซึ่งการกำหนดอัตราดอกเบี้ยก็คำนึงถึงส่วนนี้ด้วย

สำหรับอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดควรจะสอดรับกับศักยภาพพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจและโอกาสทางธุรกิจที่แท้จริง เพราะถ้ากำหนดอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำเกินไปจะสร้างแรงจูงใจให้กับประชาชน และผู้ประกอบการกู้ยืมทรัพยากรรายได้ในอนาคต มาลงทุนมาใช้ในวันนี้ แล้วกลายเป็นว่ารายได้ที่เกิดขึ้นจริงในอนาคตต่ำกว่าที่คาดไว้จะเกิดปัญหาที่เผชิญอยู่ทุกวันนี้

“การบรรลุ 3 เป้าหมาย กนง. พยายามดูภาวะการเงินอย่างใกล้ชิด โดยมีการพิจารณาในหลายมิติ นอกจากอัตราดอกเบี้ยก็มีการผสมผสานเครื่องมืออื่นๆ ด้วย โดยเฉพาะมาตรการทางการเงินที่สามารถแก้ปัญหาได้เฉพาะจุดมากกว่า ซึ่งการกำหนดอัตราดอกเบี้ยจะพยายามให้อยู่ในระดับที่พอดีไม่สูงเกินไปที่จะเป็นอุปสรรคต่อเศรษฐกิจและไม่ต่ำเกินไปที่จะสร้างปัญหาเชิงเสถียรภาพทั้งในประเทศและต่างประเทศ และไม่สะสมความไม่สมดุลทางการเงิน” นายปิติกล่าว