หน้าแรก เศรษฐกิจ ธปท.รับ แบงก์...

ธปท.รับ แบงก์พาณิชย์ขึ้นดอกฝากน้อย จ่อถกปมเก็บ ‘ค่าฟี’ เกินจริง ลูกค้าได้คืนไป 1.5 พันล.

15.01.24 | 16:59 น.

ธปท.รับ ธพ.ขึ้นดอกฝากน้อย พร้อมถกแบงก์ใกล้ชิด หลังพบเรียกเก็บค่าฟีเกินจริง-ส่งเงินคืนลูกค้ากว่า 1,500 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 15 มกราคม ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) น.ส.สุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธปท. กล่าวในงาน “ธปท. เปิดแนวคิดนโยบายแบงก์ชาติ” ว่าจากกระแสสังคมที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงกำไรของกลุ่มธนาคารที่อยู่ในระดับสูงเกินไปหรือไม่นั้น ที่ผ่านมา ธปท.เจรจากับสถาบันการเงินสม่ำเสมอ แต่เกิดสถานการณ์นี้จะมีการคุยกันมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะแนวทางการดูแลลูกหนี้กลุ่มเปราะบาง หลังมีการปรับอัตราดอดเบี้ยสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม ประเด็นกำไรธนาคารพาณิชย์ (ธพ.) โดยส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่างเงินกู้และเงินฝาก (NIM) เป็นเรื่องของกลไกตลาด โดยส่งผ่านดอกเบี้ยครั้งนี้ที่เงินฝากส่งผ่านน้อยไป โดยเฉพาะเงินฝากออมทรัพย์ และเงินฝากประจำที่มีช่วงหนึ่งเกิดเหตุการณ์เงินฝากไหลออก จึงมีการส่งผ่านที่ปรับตัวสูงขึ้นมา

“เวลาดอกเบี้ยจะขึ้น หรือจะลงในเชิงการบริหารของแบงก์ก็เป็นการบริหารสินทรัพย์ หนี้สิน และพอร์ตโฟลิโอของแต่ละแบงก์ที่ไม่เหมือนกัน ขณะนี้แบงก์ขยับขยายเงินฝากประจำที่มีการส่งผ่าน 63% เพราะสภาพคล่องของธนาคารยังไม่มีการตึงตัว กับเงินฝากอีกประเภทหนึ่งที่มีการปรับเพิ่มขึ้นคือบัญชีดิจิทัล (บัญชีอีเซฟวิ่ง) เป็นทางเลือกของประชาชน ที่กำหนดเงินฝากขั้นต่ำหลักพันบาทก็สามารถได้ดอกเบี้ยสูงกว่าเงินฝากออมทรัพย์” น.ส.สุวรรณีกล่าว

น.ส.สุวรรณีกล่าต่อว่า ธปท.ได้เข้าไปดูการให้บริการของธนาคารตลอดเวลา หากดูโครงสร้างรายได้ของธนาคารพาณิชย์ ตัวรายได้ที่เกี่ยวกับค่าธรรมเนียม (ค่าฟี) หายไปค่อนข้างเยอะ นอกจากนี้ ถ้าธนาคารมีการเรียกเก็บค่าบริการใดที่ไม่ถูกต้องจะมีการสั่งการให้คืนเงินลูกค้า จากตัวเลขสถิติปี 2566 ลูกค้าประมาณ 3.3 ล้านบัญชี ได้รับเงินคืนไปยอดรวมประมาณ 1,500 ล้านบาท ดังนั้น ธปท.จะเข้าไปดูเรื่องการให้บริการว่ามีอะไรที่เก็บและเกินหลักการหรือไม่ เช่น “ค่าฟี” หลักการก็จะบอกว่าเก็บตามที่จ่ายจริงและพอสมควรแก่เหตุ รวมถึงมีการควบคุมรายการต่างๆ ส่วนเรื่อง “ดอกเบี้ย” เป็นเรื่องของการบริหารสินทรัพย์หนี้สิน ซึ่งต้องเข้าไปดูว่ามีตัวไหน เช่น ธปท.ไม่ให้ธนาคารคิดดอกเบี้ยทบต้น จะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้รายได้ด้านอัตราดอกเบี้ยลดลง

Advertisement

น.ส.สุวรรณีกล่าวว่า ส่วนต่างดอกเบี้ย (NIM) ในช่วง 9 เดือน ปี 2566 อยู่ที่ 2.95% ปรับสูงขึ้นก่อนช่วงเกิดโควิดจริง แต่ยังไม่สะท้อนค่าใช้จ่ายอีกหลายตัวที่มีในการประกอบธุรกิจ เช่น ระบบไอที ค่าใช้จ่ายต่างๆ ธปท.จะเข้าไปดูว่ามันเกิดจากการมีประสิทธิภาพอะไรบางอย่างของการดำเนินธุรกิจหรือไม่ หากพบว่ามีบางส่วนที่เกิดจากประสิทธิภาพการให้บริการ และสามารถปรับลดได้ก็น่าจะทำให้ NIM ในอนาคตมีแนวทางที่ยั่งยืนกว่านี้

“เวลาดูจะดูเป็นจุดไม่ได้ เพราะช่วงโควิด NIM ปรับลดลงมากจากการเข้าไปช่วยเหลือช่วงที่เกิดวิกฤต และไม่ได้มีการรับจ่ายรายได้ดอกเบี้ยจากลูกค้า เมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวและดอกเบี้ยขาขึ้น ทำให้รายได้บางตัวของสถาบันการเงินปรับเพิ่มขึ้น แต่ไม่สามารถดูได้จุดใดจุดหนึ่ง ควรดูในระยะยาว และดูการแข่งขันในภาพรวมในระยะยาวด้วย” น.ส.สุวรรณีกล่าว

น.ส.สุวรรณีกล่าวอีกว่า การกำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ในส่วนของ ธปท. หลักๆ จะดูเรื่องความมั่นคงเรื่องเศรษฐกิจโดยรวมและครอบคลุมไปถึงผู้ฝากเงินด้วย จะเห็นตัวอย่างในหลายประเทศที่สถาบันการเงินมีปัญหาต้นทุนในการเยียวยาผู้ฝากเงินและเศรษฐกิจโดยรวมสูงมาก ซึ่งขาหนึ่งที่ ธปท.ดูคือความมั่นคงเรื่องผู้ฝากและเศรษฐกิจ กับอีกขาหนึ่งที่เพิ่มเข้ามาคือการดูแลให้สถาบันการเงินให้บริการอย่างเป็นธรรมกับผู้บริโภค และให้บริการด้วยความเหมาะสม

“ดังนั้น ตามที่ ธปท.ออกหลักเกณฑ์การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) จะเป็นการตรวจสอบธนาคารให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์นี้ด้วย” น.ส.สุวรรณีกล่าว