ธปท.จ่อคุยแบงก์พาณิชย์ ปี 66 โกยกำไรอื้อ พร้อมตรวจสอบมีอะไรเก็บเกินหรือไม่
เมื่อวันที่ 15 มกราคม น.ส.สุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์อัตราดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ในระดับสูงเกินไป ทำให้กลุ่มธนาคารพาณิชน์ในปี 2566 มีกำไรกว่า 2.2 แสนล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ว่า ที่ผ่านมา ธปท.เจรจากับสถาบันการเงินสม่ำเสมอ แต่เกิดสถานการณ์นี้จะมีการคุยกันมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ประเด็นกำไรธนาคารพาณิชย์ โดยส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่างเงินกู้และเงินฝาก (NIM) เป็นเรื่องของกลไกตลาด โดยส่งผ่านดอกเบี้ยที่เงินฝากออมทรัพย์และฝากประจำน้อยไป
“เวลาดอกเบี้ยจะขึ้นหรือจะลงในเชิงการบริหารของแบงก์ก็เป็นการบริหารสินทรัพย์ หนี้สิน และพอร์ตโฟลิโอของแต่ละแบงก์ที่ไม่เหมือนกัน และขณะนี้สภาพคล่องของธนาคารยังไม่มีการตึงตัว อย่างไรก็ตาม มีเงินฝากอีกประเภทหนึ่งที่มีการปรับเพิ่มขึ้นคือบัญชีดิจิทัล (บัญชีอีเซฟวิ่ง) เป็นทางเลือกของประชาชน ที่กำหนดเงินฝากขั้นต่ำหลักพันบาทก็สามารถได้ดอกเบี้ยสูงกว่าเงินฝากออมทรัพย์”น.ส.สุวรรณี กล่าว
น.ส.สุวรรณี กล่าวว่า ธปท.ได้เข้าไปดูการให้บริการของธนาคารตลอดเวลา หากดูโครงสร้างรายได้ของธนาคารพาณิชย์ ตัวรายได้ที่เกี่ยวกับค่าธรรมเนียมหายไปค่อนข้างมาก นอกจากนี้ ถ้าธนาคารมีการเรียกเก็บค่าบริการใดที่ไม่ถูกต้องจะมีการสั่งการให้คืนเงินลูกค้า จากตัวเลขสถิติปี 2566 ลูกค้าประมาณ 3.3 ล้านบัญชี ได้รับเงินคืนไปยอดรวมประมาณ 1,500 ล้านบาท
“ดังนั้น ธปท.จะเข้าไปดูเรื่องการให้บริการว่า มีอะไรที่เก็บและเกินหลักการหรือไม่ เช่น ค่าฟีหลักการก็จะบอกว่าเก็บตามที่จ่ายจริงและพอสมควรแก่เหตุ รวมถึงมีการควบคุมรายการต่างๆ ส่วนเรื่องดอกเบี้ย เป็นเรื่องของการบริหารสินทรัพย์หนี้สิน ซึ่งต้องเข้าไปดูว่ามีตัวไหน เช่น ธปท.ไม่ให้ธนาคารคิดดอกเบี้ยทบต้น จะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้รายได้ด้านอัตราดอกเบี้ยลดลง”น.ส.สุวรรณี กล่าว

