จับตาเลือก ไตรรัตน์ นั่งเลขาฯกสทช.พรุ่งนี้ ‘หมอไห่’ ไม่หนักใจ ยันทำตามกระบวนการ
เมื่อวันที่ 16 มกราคม ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จากกรณีที่จะมีการประชุมบอร์ด กสทช. ครั้งที่ 2/2567 ในวันที่ 17 มกราคม 2567 ในวาระพิเศษ เรื่อง การแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช.คนใหม่ ซึ่งคาดว่า ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. จะเสนอชื่อ นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ กสทช.และรักษาการเลขาธิการ กสทช. เป็นเลขาธิการ กสทช.คนใหม่ หลังจากที่ยืดเยื้อมานาน
เนื่องจากผู้สมัครเข้ารับเลือกเป็นเลขาธิการคนอื่นๆ ต่างก็ได้รับจดหมายแจ้งปฏิเสธจากประธาน กสทช. โดยไม่ทราบถึงหลักเกณฑ์ในการพิจารณา และหลายคนได้ยื่นคำร้องให้ชะลอการสรรหาเนื่องจากเห็นว่ากระบวนการสรรหาขาดความโปร่งใส ไม่เป็นธรรม และอาจขัดต่อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และดำเนินการฟ้องร้องต่อศาล
โดยมีประเด็นที่ถูกจับตาซึ่งมีผลต่อการชี้ชะตะการโหวตเลขาฯกสทช.ครั้งนี้โดยตรง สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2566 นายไตรรัตน์ได้ยื่นฟ้องทั้ง 4 กรรมการ กสทช. ประกอบด้วย นายศุภัช ศุภชลาศัย พล.อ.ท.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ น.ส.พิรงรอง รามสูต และ นายสมภพ ภูริวิกรัยพงศ์
รวมถึง นายภูมิศิษฐ์ มหาเวสน์ศิริ รองเลขาธิการ กสทช. ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 157 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172 กรณีตั้งอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงการดำเนินการของสำนักงาน กสทช. เกี่ยวกับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดรายการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย และดำเนินการให้มีการเปลี่ยนรักษาการแทนเลขาธิการ กสทช.
โดยคดีดังกล่าวศาลยังมิได้พิจารณาประทับรับฟ้อง เพียงแค่ตรวจคำฟ้องแล้วเห็นว่าเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริต และเห็นควรเพียงรับคดีไว้เพื่อไต่สวนมูลฟ้องสำเนาฟ้องในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2567 ที่จะถึงนี้
จากการยื่นฟ้อง 4 บอร์ดของนายไตรรัตน์ในครั้งนี้อาจมีผลทำให้บอร์ด กสทช.ทั้ง 4 คนต้องออกจากห้องประชุมในช่วงการพิจารณาวาระตั้งเลขาฯกสทช. หรือหมดสิทธิลงคะแนนโหวต โดยอ้างความเป็นปฏิปักษ์ระหว่าง 4 บอร์ด กสทช.กับนายไตรรัตน์
สอดคล้องกับในเวลาต่อมา เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2566 ที่ผ่านมา นายไตรรัตน์ได้ทำบันทึกข้อความถึงประธาน กสทช. เรื่อง ขอคัดค้านการปฏิบัติหน้าที่พิจารณาและลงมติของ กสทช. จำนวน 4 คน ในวาระพิจารณาเรื่อง การแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. ที่ขณะนั้นจะมีการประชุม กสทช.ในวันที่ 12 ตุลาคม 2566 โดยคาดว่าจะมีการพิจารณาวาระดังกล่าว แต่ก็มีการเลื่อนวาระการพิจารณามาจนถึงปัจจุบัน และมีการตั้งข้อสังเกตว่า นายไตรรัตน์ ทราบได้อย่างไร ว่าตนจะถูกประธานฯ เสนอชื่อ ซึ่งเรื่องนี้แม้แต่กรรมการ กสทช. ผู้ซึ่งมีอำนาจเห็นชอบยังไม่มีใครทราบจนถึงปัจจุบันเลยว่าประธานจะเสนอใคร เนื่องจากวาระการประชุมดังกล่าวยังเว้นว่างชื่อไว้ และระบุว่าประธานจะนำเสนอชื่อในที่ประชุม
ส่วนประเด็นเรื่องความเป็นปฏิปักษ์ตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง 2539 เคยมีความพยายามที่จะหยิบยกขึ้นมาในที่ประชุม กสทช.เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2566 แล้ว แต่ กสทช. 4 ราย ได้มีบันทึกข้อความคัดค้านว่า แม้ กสทช. ทั้ง 4 คน ถูกนายไตรรัตน์ฟ้องต่อศาล แต่ไม่ได้ทำให้ กสทช.ทั้ง 4 คน เป็นปฏิปักษ์ หรือไม่เป็นกลางต่อนายไตรรัตน์แต่อย่างใด เนื่องจากศาลยังมิได้วินิจฉัยจนถึงที่สุดว่า กสทช.ทั้ง 4 คน ทำความผิดตามฟ้องจริงหรือไม่ รวมทั้งเคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาในกรณีนี้ชี้ว่าการฟ้องร้องคดีลักษณะนี้ไม่ถือเป็นปฏิปักษ์ความต่อกันมาแล้ว

แหล่งข่าวในสำนักงาน กสทช. ระบุว่า ทั้งนี้ บันทึกข้อความของ นายไตรรัตน์ระบุความตอนหนึ่งว่า “…ข้าพเจ้า นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการรักษาการแทน เลขาธิการ กสทช. ใคร่ขอความอนุเคราะห์จากท่านประธาน กสทช. ได้โปรดพิจารณาให้ความเป็นธรรม กรณีที่ประธาน กสทช.จะเสนอชื่อข้าพเจ้า เพื่อเสนอขอความเห็นชอบจาก กสทช. ตามนัยมาตรา 61 แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม 2553
โดยข้าพเจ้าขออนุญาตคัดค้านการพิจารณาและลงมติของ กสทช. จำนวน 4 คน ได้แก่ พล.อ.ท.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ, นางสาวพิรงรอง รามสูต, นายศุภัช ศุภชลาศัย และนายสมภพ ภูริวิกรัยพงศ์ วาระพิจารณา เรื่อง การแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. ในการประชุม กสทช. ครั้งที่ 20/2566 วันพฤหัสบดีที่ 12 ตุลาคม 2566 และการประชุมพิจารณาเรื่องดังกล่าวในโอกาสต่อไป
เนื่องจากข้าพเจ้าได้เป็นโจทก์ฟ้อง กสทช. ทั้ง 4 คน ต่อศาลอาญาคดีทุจริต ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อท 155/2566 ปัจจุบันอยู่ระหว่างตรวจฟ้อง และนัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษา…ซึ่งแม้ว่า กสทช.ทั้ง 4 คน จะยังมิได้อยู่ในฐานะจำเลยก็ตาม แต่โดยที่ในการปฏิบัติหน้าที่พิจารณาให้ความเห็นชอบ หรือลงมติในวาระพิจารณา เรื่อง การแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. เป็นการใช้อำนาจทางปกครองของ กสทช. ซึ่งในการพิจารณาก่อนลงมติถือเป็นการพิจารณาทางปกครองเพื่อจะมีคำสั่งทางปกครอง
ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงขอคัดค้านว่า กสทช. ทั้ง 4 คน เป็นเจ้าหน้าที่เป็นคู่กรณีจะทำการพิจารณาทาง ปกครองไม่ได้ เนื่องจากเป็นบุคคลต้องห้ามตามนัยมาตรา 13 (1) แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง 2539″
ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช.กล่าวว่า การประชุมวันพรุ่งนี้ไม่ได้หนักใจเพื่อยึดตามกระบวนการตามอำนาจของประธาน และได้เห็นจดหมายที่นายไตรรัตน์ส่งมาแล้ว แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่ได้รับจดหมายอะไรจากบอร์ดทั้ง 4 คนนั้น ดังนั้น พรุ่งนี้ก็คงเดินหน้าประชุมไปก่อนในเวลา 09.00 น.
ขณะที่นายไตรรัตน์กล่าวว่า พรุ่งนี้ตนมีภารกิจประชุมที่การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) และขอยืนยันว่าไม่รู้ว่าประธานบอร์ด กสทช.จะเลือกตนเป็นเลขาธิการ กสทช.หรือไม่ และหากอีก 4 บอร์ด กสทช. ไม่ยินยอมก็คงไม่สามารถลงมติได้ ดังนั้น ทุกอย่างจะเป็นอย่างไรตนไม่ขอคาดการณ์ล่วงหน้า และจนถึงวันนี้ในตำแหน่งรักษาการเลขาธิการ กสทช.ก็ยืนยันว่าได้ทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ

