เกรียงไกร เธียรนุกุล
ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
หมายเหตุ – นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2567 เป็นปีมังกรทองลุยไฟ เผชิญหลายปัจจัยท้าทาย ขณะที่นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เชื่อว่าโครงการดิจิทัลวอลเล็ตจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศได้
⦁ จีดีพีไทยปี’67 ลุ้นโต 2.8-3.3%
คาดการณ์จีดีพีไทยปี 2567 คือ 2.8-3.3% ส.อ.ท.ใช้ตัวเลขเดียวกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เพราะถือเป็นมติร่วมกัน และคาดการณ์ส่งออกปีนี้ระดับ 2.0-3.0% ขณะที่เงินเฟ้ออยู่ระดับ 1.7-2.2%
ปัจจัยบวกของเศรษฐกิจไทยปีหน้าคือ ภาคการส่งออกที่จะกลับมาขยายตัวจากตลาดสำคัญคือ สหรัฐอเมริกา จีน และญี่ปุ่น รวมทั้งตลาดที่มีศักยภาพอย่างกลุ่มอ่าวอาหรับ GCC (บาห์เรน คูเวต โอมาน กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) และอาเซียน อย่างไรก็ตามปี 2567 ประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ (geopolitics) ของโลกจะมีผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจทั่วโลก ต้องจับตาใกล้ชิด ทั้งกรณีการเลือกตั้งผู้นำไต้หวันต้นปี และผู้นำสหรัฐในเดือนพฤศจิกายน เพราะจะส่งผลต่อโมเมนตัมทั้งการได้ผู้นำคนเดิมหรือกรณีเปลี่ยนแปลงผู้นำ ความขัดแย้งระหว่างประเทศต่างๆ ล้วนส่งผลกระทบต่อไทย อาทิ ราคาพลังงานที่ผันผวน กระทบต่อราคาพลังงานในประเทศ ส่งต่อไปยังต้นทุนการผลิตของภาคอุตสาหกรรม
⦁ ซอฟต์เพาเวอร์ปลุกชีพท่องเที่ยว
นอกจากนี้ต้องจับตาภาคการท่องเที่ยวจะขยายตัวจากมาตรการฟรีวีซ่าจีน คาซัคสถาน รัสเซีย อินเดีย และไต้หวัน โดยเฉพาะตลาดจีน ความหวังหลักของไทยที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ปี 2567 ไทยตั้งเป้านักท่องเที่ยวต่างชาติรวม 34-35 ล้านคน อยากฝากรัฐบาลว่าไม่เพียงตัวเลขที่สำคัญแต่ต้องดูการใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวด้วย เพราะปี 2566 การใช้จ่ายลดลงมาก 11-12% จะทำอย่างไรให้นักท่องเที่ยวใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เป็นโจทย์ที่ท้าทาย
เบื้องต้นมองว่านโยบายซอฟต์เพาเวอร์ของรัฐบาลจะเข้ามามีส่วนช่วยให้ภาคการท่องเที่ยวของไทยปี 2567 กลับมาฟื้นตัวใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดโควิดได้ โดยรัฐบาลเตรียมใช้งบประมาณ 5,164 ล้านบาท ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมซอฟต์เพาเวอร์ไทย 11 ด้าน แม้ถูกวิจารณ์ถึงการใช้งบประมาณ แต่ถือเป็นนโยบายที่มาถูกทาง “ยิ่งกว่าคุ้ม” อยากให้มองประเทศสำคัญของโลก ทั้งเกาหลี ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และยุโรป ต่างใช้ซอฟต์เพาเวอร์สร้างรายได้ให้ประเทศ ดังนั้นงบประมาณถือว่าน้อยมาก เมื่อเทียบกับรายได้ที่ภาคการท่องเที่ยวไทยเคยทำไว้ถึง 3 ล้านล้านบาท ในปี 2562
⦁ หวังดิจิทัลวอลเล็ตฉลุยบูมจีดีพี
ปี 2567 คาดหวังให้การบริโภคไทยมีความต่อเนื่องจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล อาทิ โครงการเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท และโครงการอีซี่ อี-รีซีท ที่ประชาชนจะได้ภาษีคืนจากการใช้จ่ายสินค้าและบริการไม่เกิน 50,000 บาท โดยเฉพาะเงินดิจิทัลวอลเล็ตหากไม่สามารถดำเนินการได้จะทำให้เป้าหมายจีดีพีปี 2567 ลดลง เพราะตัวเลขที่ประเมินจะเติบโต 2.8-3.3% รวมโครงการเงินดิจิทัลวอลเล็ตแล้ว นอกจากอยากให้รัฐบาลเร่งรัดการใช้งบประมาณ 2567 ทันทีที่มีผล เร่งรัดการเบิกจ่าย การลงทุน เพื่อเป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่เกิดช่องว่างมานาน
ด้านการลงทุนภาคเอกชน ส.อ.ท.ประเมินว่าปี 2567 จะเป็นอีกปีที่การลงทุนไทยคึกคัก ผลจากนโยบายรัฐบาลที่ให้การสนับสนุนเอกชนผ่านกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) วงเงิน 100,000 ล้านบาท ตลอดจนการส่งเสริมเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่ปัจจุบันโครงสร้างพื้นที่ฐานสำคัญ ทั้งโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน โครงการสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก โครงการท่าเรือมาบตาพุดระยะที่ 3 โครงการท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 และโครงการศูนย์ซ่อมอากาศยาน (เอ็มอาร์โอ) ต่างเร่งเดินหน้า รวมถึงโครงการแลนด์บริดจ์ที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติอย่างมากหลังรัฐบาลโรดโชว์ต่อเนื่อง
ตลอดจนการสนับสนุนอุตสาหกรรมเอสเคิร์ฟ ทั้งยานยนต์ไฟฟ้าที่ตลาดในประเทศเติบโตอย่างมากจากมาตรการอีวี 3.0 ของปี 2566 และมาตรการอีวี 3.5 ที่ใช้ในปี 2567 รวมทั้งอิเล็กทรอนิกส์ที่สอดรับกับเทรนด์เทคโนโลยีของโลก ทำให้นักลงทุนต่างชาติสนใจ เป็นโอกาสการลงทุนที่ดีของปี 2567
⦁ ห่วงหนี้เสียเอสเอ็มอี 3.8 ล้านล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท.ยังกังวลต่อปัจจัยที่อาจกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมไทย ทั้งนโยบายการเงินของสหรัฐ ที่อยู่ระดับสูงเพื่อรักษากรอบเงินเฟ้อ จนส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยไทยปี 2566 สูงสุดในรอบ 10 ปี ดังนั้นปี 2567 หากไทยปรับดอกเบี้ยขึ้นอีกจะส่งผลต่อต้นทุนของผู้ประกอบการอย่างมากแน่นอน โดยเฉพาะต้นทุนของเอสเอ็มอีที่ปัจจุบันยังได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากโควิดจนเกิดปัญหาหนี้สินเอสเอ็มอี ข้อมูลจากเครดิตบูโร ไตรมาส 2 (เมษายน-มิถุนายน) ปี 2566 หนี้เอสเอ็มอี 3.8 ล้านล้านบาท เป็นหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) 2.9 แสนล้านบาท จำนวนนี้เป็นหนี้ที่ปรับโครงการสร้างแล้ว 2.6 แสนล้านบาท และยังมีหนี้ที่กำลังจะเสียอีก 1.5 แสนล้านบาท ส่วนมากอยู่ในอุตสาหกรรมค้าปลีก อุตสาหกรรมการผลิต ก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ที่พักและบริการด้านอาหาร
นอกจากนี้ยังกังวลต้นทุนพลังงาน ทั้งค่าไฟ น้ำมัน รวมทั้งค่าจ้างขั้นต่ำอยากให้จ่ายตามทักษะแรงงานจะเหมาะสมที่สุด และยังกังวลต่อปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะเอลนีโญ ที่อาจกระทบต่อผลผลิตเกษตรลดลง กระทบอุตสาหกรรมไทยที่ต้องใช้น้ำและใช้วัตถุดิบการเกษตร โดย กกร.มีการประเมินความเสียหายไว้ถึง 36,000 ล้านบาท หากไม่เร่งดำเนินการใด
⦁ วอนตั้งกรอ.ช่วยอุตฯโดนสินค้าไร้มาตรฐานทุบ
ประเด็นสุดท้ายที่อยากรัฐบาลเร่งแก้ไขคือ ปัญหาการสินค้าไม่ได้มาตรฐานจากต่างประเทศที่กำลังทะลักเข้าไทยอย่างหนัก ตัวเลขนำเข้าสินค้าโป่งเห็นชัดเจน ส.อ.ท.เรียกร้องภาครัฐมาตลอดในปี 2566 จนถึงปี 2567 นี้ อยากขอให้ภาครัฐเข้มงวดการตรวจจับสินค้าที่ไม่ได้คุณภาพ โดยเฉพาะสินค้าออนไลน์ เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค รวมทั้งสกัดกั้นการนำเข้าสินค้าไม่ได้มาตรฐานจากต่างประเทศ เพื่อไม่ให้สินค้าอุตสาหกรรมตามรอยหมูเถื่อน อยากให้ตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง เพราะความเสียหายของภาคอุตสาหกรรมหากปล่อยไว้แบบกรณีหมูเถื่อนจะมหาศาลจนคาดไม่ถึงแน่นอน

